ก่อนจะคุยขอเน้นเรื่องสำคัญกันอีกรอบ เอาให้บ่อยจนไม่มีใครอ้างได้ว่าไม่รู้เลย

กฏเหล็กโรงเรียนลูกบาศก์ ที่ขอมาเน้นอีกรอบให้ชัดๆ

1. ห้าม เอาข้อมูลตัวละคร ทั้งภาพและบทความ ของที่นี่และบล็อกคนที่เข้าร่วมโครงการทุกคน ไปเผยแพร่ ทำซ้ำ ดัดแปลง โดยไม่ได้รับอนุญาต (อันนี้เป็นมาตรฐานเรื่องลิขสิทธิ์ที่พึงจะทำอยู่แล้ว)

2. ห้าม โพสทุกสิ่งที่เกี่ยวกับโรงเรียนลูกบาศก์ นอกพื้นที่ EXTEEN โดยเด็ดขาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากไม่ใช่ตัวละครของเราเอง ต้องโพสในพื้นที่ EXTEEN เท่านั้น (โดยยกเว้นให้สำหรับเ็ว็บต่างประเทศ แต่ควรบอกผม และต้องมีการเครดิตชื่อโครงการเสมอ) (ทางที่ดีคืออย่าอัพนอก exteen หากยังไม่ได้ขอ)

3. ห้าม โปรโมทโครงการโรงเรียนลูกบาศก์ นอกพื้นที่ EXTEEN โดยเด็ดขาด อนุญาตให้บอกต่อกันเองเป็นการส่วนตัวเท่านั้น ทั้งนี้เพื่อควบคุมจำนวนคนที่จะมาสมัคร ให้เป็นคนที่สนใจตัวโครงการอย่างแท้จริงเท่านั้น

 

เอนทรี่สำคัญสำหรับคนที่สนใจจะสมัครปีนี้

ร.ร.ล.บ.2551/37 แนะเบื้องต้นสำหรับคนสอบเข้า

มาคุยกันก่อนเตรียมตัวสอบเข้า (ไม่ใช่เอนทรี่รับสมัคร) 

____________________________________________________

 

 

คุยก่อนอ่าน

ข้อมูลเหล่านี้อาจจะน่าเบื่อ แต่ผมขอเขียนไว้เพื่อเตือนใจตัวเองในอนาคต

เป็นการสรุปสิ่งที่เกิดขึ้นในโรงเรียนพร้อมบทวิเคราะห์ถึงสาเหตุที่มาต่างๆ

และเราจะได้รู้ว่า ทุกอย่างล้วนมีที่มาที่ไป และผมไม่ได้ปล่อยปละละเลยแม้ว่าจะไม่พูด

อย่างไรก็ตาม ถ้าพบว่าผมตกหล่นตรงไหนก็บอกกันได้นะครับ

 

 

 

สรุปผลโรงเรียน ประจำปี 2551

 

ก่อนอื่นต้องขอบอกว่าผมขอซอยตอนอีกนะครับ เพราะรายละเอียดมันเยอะ

 

ตอนที่ 1

 

ช่วงที่ 1 - การก่อตั้งโรงเรียน

ช่วงที่ 2 - การขยายตัวของโรงเรียน

 

ตอนที่ 2 (ตอนนี้)

ช่วงที่ 3 - การพัฒนาโครงสร้างและระบบโรงเรียน

 

______________________________________________________________

 

ตอนที่ 2

 

ช่วงที่ 2 - การพัฒนาโครงสร้างและระบบโรงเรียน

 

10. จากห้องสมุดตัวละคร สู่ห้องสมุดเรื่องราวของตัวละคร 

 

แรกเริ่มเดิมทีนั้น ผมเองก็คิดว่าโครงการนี้จะสิ้นสุดลงแค่การที่แต่ละคนสร้างตัวละครแล้วมา

เพราะผมเองก็ไม่คิดจะบังคับให้มาเขียนเรื่องราวร่วมกันมากมายอะไรหรอก

ผมเพียงแค่ต้องการมุมมองความคิดใหม่ในการสร้างตัวละครที่มาจากรากฐานความรู้ของตัวเอง

ซึ่งแต่ละคนย่อมมีแนวทางการสร้างตัวละครที่แตกต่างกัน พอเอามารวมกันก็น่าจะเปิดโลกความคิดได้

แต่พอเริ่มโครงการมาได้สักพัก ก็พบว่าแรงขับเคลื่อนในโรงเรียนนั้นสูงมาก

 

มันไม่เพียงแค่เป็นตัวละครที่มีเรื่องราวพอหยิบมือแล้ว

มันกำลังจะกลายเป็นเครือข่ายของมหากาพย์ของแต่ละคนนั่นเอง

 

ดังนั้นโครงสร้างที่กำหนดไว้ในตอนแรก ที่เป็นแค่เป็นสารบัญรวมข้อมูลตัวละคร

ผมเลยต้องคิดเผื่อถึงการเติบโตในอนาคตอีกด้วย เพื่อรองรับข้อมูลจำนวนมากที่จะไหลมา

ไม่สิ ปัญหามันไม่ได้อยู่ที่ปริมาณ แต่สิ่งที่จะตามมามันคือโครงสร้าง

 

ถ้าให้เปรียบกับองค์กรในโลกใบนี้

แบบเดิมที่ผมเคยคิดไว้คือเป็นภาคีในระดับเมืองเท่านั้น

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้วในตอนนี้ มันเป็นระดับประเทศครับ

แถมเป็นประเทศที่มีรูปแบบโครงสร้างเป็นของตัวเองกันเสียด้วย

 

ในส่วนของรายละเอียดความเป็นไปของโครงสร้าง เดี๋ยวจะพูดในหัวข้อถัดไปครับ

แต่สิ่งที่จะพูดในข้อนี้คือ สิ่งที่ตามมาและทำให้เกิดความยากในการทำงานนั่นคือ

เราจะทำอย่างไร กับการเป็นองค์กรที่รวมความหลากหลายที่มีปริมาณมากขนาดนี้

นั่นเป็นหัวใจหลักของการพัฒนาโรงเรียนนี้ให้สามารถดำเนินการต่อไปได้

มันไม่ใช่แค่หน้าที่ของผม แต่มันต้องอาศัยความร่วมมือของทุกคนที่ได้ร่วมโครงการนี้ครับ

 

____________________________________________________________ 

 

11. การ์ตูน กับ ฟิค ความเป็นไปของสองสิ่งที่ก่อตัวเป็นโรงเรียนนี้

 

ก่อนอื่นผมต้องเน้นย้ำกันอีกรอบ เพื่อให้ทุกคนได้รับรู้ถึงรูปแบบของโรงเรียน

นั่นคือ ทางเราไม่ได้จำกัดว่าโรงเรียนนี้จะต้องเป็น "การ์ตูน" หรือ "ฟิค"

แต่สิ่งที่เรามาดูกันนั่นก็คือเรื่องราวของตัวละคร เรื่องราวของโรงเรียน

การ์ตูนกับฟิคมันเป็นแค่ "เครื่องมือ" ในการเล่าความคิดเท่านั้น

 

แต่ในความเป็นจริงนั้น ผลของการที่จำทำการ์ตูนหรือจะทำฟิคนั้น ได้ส่งผลต่างกันอย่างมาก

ซึ่งหากใครได้ตามอ่านเรื่องราวในโรงเรียนนี้มาตลอด ก็จะพบข้อสังเกตต่างๆ ดังนี้

 

11.1 ในระยะเริ่มต้น การ์ตูนได้เปรียบในการดึงดูดผู้คน

 

มันก็แน่นอนอยู่แล้ว เพราะภาพนั้นมันสามารถแทนคำนับพันได้

แถมเป็นสื่อที่รับรู้ได้ง่าย ไม่เสียเวลา และไม่เปลืองแรงอีกต่างหาก

พวกที่ไม่สามารถวาดรูปได้ ก็จะบ่นอุบน้อยใจว่าคนที่มีภาพการ์ตูนถึงจะมีคนดูมากกว่า

ซึ่งเรื่องนี้เป็นสิ่งที่สุดวิสัยจริง ๆ ครับ จะไปแก้ให้คนมาอ่านฟิคตามหน้าที่ก็ไม่ใช่เรื่อง

(ยกเว้นเรื่อง DB นะครับ ในปัจจุบันจะถือว่าเป็นวาระที่ต้องอ่าน ไม่ใช่สักแต่เขียนเรื่อของตัวเอง)

 

11.2 แล้วคนที่เขียนฟิคจะไร้ความหมาย ?

 

ผมอยากบอกว่า ในระยะแรกผมได้อ่านเอนทรี่ของทุกคนจริงๆ

ไม่ว่าจะเป็นการ์ตูนหรือฟิคก็ตาม ผมก็จะพยายามอ่านและทำความเข้าใจข้อมูลที่อุตส่าห์เขียนกันมา

แม้ว่าทักษะในการเขียนจะยังไม่ถึงขั้น แต่ผมจะถือว่าคุณกำลังให้ข้อมูลความคิดที่มีค่าอยู่

และหากส่วนไหนที่ผมคิดว่ายังควรแก้ไขและพัฒนา ผมก็จะอธิบายแนวทางให้โดยละเอียด

 

ผมไม่ได้ทอดทิ้งใคร ไม่ว่าคุณจะวาดรูปเป็นหรือไม่ก็ตาม

 

ปัญหามันอยู่ที่ว่า ถ้าคุณจะหยุดเขียนเพียงเพราะบอกว่าคนอ่านแต่การ์ตูน

ผมคงต้องให้มาทบทวนความคิดกันใหม่ล่ะ

และอยากให้รู้ว่า การ์ตูนมันก็มีปัญหาของมันเช่นกัน ดังนี้

 

11.3 การเติบโตอย่างรวดเร็วของฟิค การ์ตูนเริ่มตามไม่ทัน

 

การ์ตูนเป็นสิ่งที่ต้องใช้เวลาและพลังในการทำงานมากครับ

ผมไม่ได้จะบอกว่าการเขียนฟิคนั้นไม่ต้องใช้ฝีมือ และบางคนอาจวาดรูปไวกว่าเขียนฟิคก็ได้

แต่อย่างน้อยในความเห็นของผมที่เขียนการ์ตูน มันกินแรงเอามากๆเลยครับ

และมันไม่ใช่สิ่งที่จะมาทำในช่วงที่งานยุ่งๆได้เลย

 

 

ไม่ว่าเหตุผลจะเป็นอย่างไร แต่มันก็เห็นชัดกันแล้วว่า

ในระยะยาวนั้น การเติบโตของฟิคนั้นรวดเร็วและสร้างปริมาณข้อมูลมหาศาล

อีกทั้งยังเชื่อได้ว่าคนที่จะมาสมัครเป็นนักเรียนในรอบนี้คงเป็นสายฟิคเกินกว่า 2 ใน 3 แน่นอน

ดังนั้นจึงเป็นปรากฏการณ์ที่ควรศึกษาเพื่อเตรียมพร้อมในการรองรับอย่างจริงจังครับ

 

11.4 ปัญหาของคนที่เขียนการ์ตูนอย่างเดียว

 

จากที่เคยได้สอบถามบางคนมา ก็พบปัญหาที่เป็นเรื่องสุดวิสัยแต่ก็ชวนคิดถ้าเรายังอยากอ่านการ์ตูน

นั่นคือ ... ฟิคมันเยอะมากจนอ่านไม่ไหว จะเขียนการ์ตูนก็เขียนไม่ทัน

 

ทั้งนี้ ผมไม่ได้จะบอกว่าห้ามเขียนฟิคมาก เพื่อที่คนการ์ตูนจะได้มาวาดให้เราอ่าน

เพราะผมได้แก้ปัญหาแล้วด้วยการให้ทำ DB (ฐานข้อมูล) ขึ้นมา

คุณไม่จำเป็นต้องอ่านฟิคทั้งหมดเพื่อรู้จักโรงเรียน

คุณเพียงแค่อ่านเอนทรี่สำคัญกับโรงเรียน กับ DB สรุปของแต่ละัคน

มันก็เพียงพอต่อการเขียนการ์ตูนที่สามารถตามเรื่องราวของคนอื่นได้ไม่ผิดเพี้ยน

 

ดังนั้นสายฟิคจึงไม่ต้องรู้สึกผิดต่อการที่ทำให้การ์ตูนตามไม่ทัน

ตราบใดที่คุณยังมีการทำ DB 2 ในแต่ละช่วงของเทอมอย่างสม่ำเสมอครับ

 

11.5 การ์ตูนผสมฟิค ทางเลือกใหม่ที่มากันคนละครึ่งทาง

 

สิ่งที่น่าสนใจที่เกิดขึ้นในโรงเรียนนั้น ก็คือรูปแบบสื่อที่ผสมผสานกันนั่นเอง

ในแบบที่ง่ายและชัดที่สุด นั่นก็คือการเขียนฟิคและมีภาพประกอบ

ซึ่งทำให้เอนทรี่นั้นน่าอ่านขึ้น เพราะคนอ่านมีแรงใจหลังจากรับสารที่ย่อยง่ายกว่าเช่นภาพ

แต่นั่นไม่จำเป็นว่าฟิคที่โรงเรียนนี้จะต้องมีภาพประกอบถึงจะดี

เพราะฟิคที่ดีนั้น อ่านแล้วต้องเห็นภาพ และติดใจจนอยากอ่านต่อจนจบครับ

 

กล่าวเสริมอีกเรื่องเกี่ยวกับหัวข้อนี้ นั่นคือเรื่องการร่วมมือกันระหว่างคนเขียนกับคนวาด

จากที่ผ่านมาเราเริ่มมีการให้คนอื่นช่วยวาดภาพให้แล้ว ซึ่งเป็นการร่วมมือกันที่ดีครับ

คืดว่าถ้าโรงเรียนเรายังดึงดูดสายวาดที่หลากหลายได้บ้าง เราก็น่าจะได้เห็นภาพประกอบต่อไป

แต่เรื่องนี้ผมไม่ซีเรียสครับ เพราะโรงเรียนนี้สร้างขึ้นมาเพื่อพัฒนาคุณภาพของ"งานเรื่อง"อยู่แล้ว

 

11.6 ฟิค เซียนฟิค และพัฒนาการของคนที่เริ่มเขียนฟิค

 

สิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมรู้สึกว่าการตั้งโรงเรียนนี้แล้วคุ้มค่ามากมาย นั่นก็คือ

มันทำให้การใช้ภาษาในวรรณกรรมของแต่ละคนรวมทั้งผมได้พัฒนาขึ้นครับ

นั่นเพราะการได้ทำงานร่วมกับคนที่มีความสามารถในการเขียนฟิคอยู่แล้ว

ทำให้เราได้เห็นตัวอย่างที่ดี การเขียนที่จับใจผู้คนแม้มีเพียงแค่ตัวอักษร

หรือแม้แต่ถึงรูปแบบการเว้นบรรทัด และการเว้นจังหวะ ที่มีผลต่อการรับรู้อย่างมาก

 

ในช่วงแรกนั้น จะเห็นได้ว่าหลายคนที่แม้จะมีไอเดียในการเขียนเรื่องที่น่าสนใจ

แต่การอ่านเรื่องราวของพวกเขากับกลายเป็นภาระและต้องอ่านด้วยความพยายาม

เพราะการเขียนในรูปแบบ"ก้อนข้อมูล" ที่ไม่มีการแบ่งย่อหน้า และการพักหายใจในการอ่าน

รวมทั้งขาดการเล่นจังหวะเพื่อสร้างสีสันในการอ่าน โดยที่ยังรักษาเนื้อหาของเนื้อเรื่องได้

มันทำให้...อ่านเหนื่อยโคตรๆ ครับ

 

แม้แต่ผมก็เถอะ พอมาอ่านสิ่งที่ตัวเองเขียนในช่วงแรก ก็พบเหมือนกันว่าเราก็เขียนแบบก้อนข้อมูล

คือเป็นการยัดเยียดให้คนอื่นได้รู้ว่ามีเรื่องราวอะไรเกิดขึ้น โดยที่ยังไม่มีศิลปะในการเล่า

หากการเขียนการ์ตูนที่ดีควรทำให้รู้สึกลื่นไหลเหมือนกับไม่มีกรอบช่องการ์ตูน

การเขียนวรรณกรรมที่ดี ก็ควรทำให้ผู้อ่านได้เข้าสู่โลกของเรื่องราวได้โดยไม่เห็นกำแพงตัวหนังสือ

 

ดังนั้นผมคิดว่าที่นี่เป็นโอกาสดีในการพัฒนาของตัวเอง

เป็นเวทีเขียนเรื่องราวที่ยังไงก็ต้องมีคนอ่านบ้างล่ะ

ยิ่งถ้าคุณหมั่นหยิบตัวละครของคนอื่นมาเล่นอย่างคุ้มค่าและให้เกียรติตามที่ควรจะเป็น

ยังไงเหล่าผู้ปกครองก็ต้องมาลองอ่านของคุณสักครั้งแหละครับ

 

สำหรับคนที่เขียนฟิคได้ดีอยู่แล้ว ถือว่าเป็นกำไรชีวิตของผมที่ได้รับเข้ามาเลยล่ะครับ

มันน่าจะช่วยให้เราได้ยกระดับการเขียนเรื่องให้มีคุณภาพและจับใจมากขึ้น

เพื่อพัฒนาต่อไปยังวงการการ์ตูน ซึ่งเป็นเป้าหมายขั้นสูงที่ผมได้วางไว้

ให้การ์ตูนมันไม่ใช่เพียงแค่แกลอรี่รวมภาพเป็นช่องๆเท่านั้น

เพราะการ์ตูนที่ดีในความเห็นผม มันต้องดีทั้งเรื่องและภาพครับ

 

____________________________________________________________ 

 

12. "การบ้าน" จุดเริ่มต้นของระบบโรงเรียน

 

สำหรับเรื่องราวเกี่ยวกับการบ้านนั้น เพื่อไม่ให้สับสนผมคงจะไม่พูดถึงมากนัก

เพราะมันเป็นระบบเก่าที่ถูกทดแทนด้วยแบบใหม่ไปแล้ว การพูดถึงคราวนี้เป็นแค่การย้อนอดีตเท่านั้น

 

ในความเป็นจริงแล้ว สิ่งที่เรียกว่า "การบ้าน" ในตอนนั้น มันไม่ใช่แค่การบ้านเหมือนโรงเรียนปกติ

ขออ้างอิงเอนทรี่ --> ร.ร.ล.บ. 2551/03 มาทำความเข้าใจเรืองการบ้านกันใหม่

ส่วนหนึ่งของเอนทรี่นั้น ผมได้กล่าวไว้ว่า

 

การบ้าน = งานที่ทำที่บ้าน

บ้านในความหมายของโรงเรียนลูกบาศก์คือ บล็อกของเจ้าของนักเรียนแต่ละคน

ดังนั้น การบ้านของโรงเรียนลูกบาศก์ = งานที่เขียนลงในบล็อกของท่านแต่ละคน

 

ที่จริงแล้ว หากเราไม่มีปัญหาเรื่อง OVERLOAD เราก็คงจบกันที่การมีแค่ "การบ้าน"

จะไม่เกิดการจำแนกข้อมูลอย่างละเอียดในภายหลังเลย หากไม่มีปัญหาข้อมูลที่เอ่อล้น

เพราะข้อมูลที่มีมาก ทำให้ตระหนักว่าการแยกแยะให้รู้ถึงข้อมูลที่สำคัญเป็นสิ่งที่จำเป็น

ดังนั้นผมจึงได้เน้นย้ำว่า OVERLOAD นั้นไม่ได้นำมซึ่งสิ่งเลวร้ายเสมอไป

แต่มันเป็นความท้าทายของพวกเรา ในการพัฒนาระบบที่รองรับการเติบโตได้หรือไม่

 

อย่างไรก็ตาม ผมก็อยากให้พวกเราได้ลองกลับมาที่จุดเริ่มต้นกันอีกครั้ง

และรำลึกข้อมูลที่อาจจะลืมกันไปบ้างแล้ว ซึ่งผมขอยกมาวางอีกรอบตรงนี้ครับ

 

พยายามอย่าเห็นการบ้านเป็นภาระ

 

 

และมีเอนทรี่ทางการที่น่าจะยังเป็นประโยชน์ สำหรับการทบทวนแนวทางโรงเรียน

ใครที่ยังไม่เคยอ่านหรือลืมไปแล้วก็ลองกลับไปอ่านได้ครับ

ร.ร.ล.บ. 2551/14 อยากบอกให้รู้ว่าผมไม่ได้บังคับให้ทำการบ้าน

 

____________________________________________________________ 

 

13. "PAGE รวมลิงค์"

คุณจะรับเป็นภาระ หรือให้เป็นภาระที่หนักกว่ากับผม

 

เราเคยได้คุยกันมาแล้ว กับเอนทรี่ที่ผมอธิบายเกี่ยวกับเรื่องการทำรวมลิงค์

ในที่ยังไม่เคยอ่านหรือลืมไปแล้วขอให้มาอ่านกันได้ที่นี่

ร.ร.ล.บ. 2551/16 ประกาศเปลี่ยนมาใช้ระบบรวมlinkการบ้านกันเอง

ซึ่งอันนี้อ่านให้รู้ไว้เท่านั้นนะครับ เพราะเดี๋ยวต้องมาคุยเรื่องนี้กันใหม่อีกรอบ

 

ถึงตรงนี้ผมขอพูดตรงๆ เกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นกันหน่อย

ผมพบว่าลิงค์เสียเต็มไปหมดเลยครับ

แถมยังขาดการอัพเดทลิงค์ข้อมูลสำคััญอีกด้วย

 

หลายครั้งผมต้องไปตามดูที่ Archives แล้วไล่ย้อนหลังตามเดือนที่คิดว่าน่าจะมีข้อมูล

แล้วก็ค่อยๆขุดหาเอนทรี่เหล่านั้น กว่าจะได้ข้อมูลระดับ"ฐานข้อมูล"ที่จมหายไป

ซึ่งผมคิดว่ามันจะส่งผลร้ายต่อตัวคุณเอง เพราะหลายคนอาจไม่อดทนขนาดนั้น 

ดังนั้นผมขอมาทบทวนเรื่องนี้กันอีกรอบ โดยจะมาชี้แจงกันทีละเรื่องครับ

 

13.1 DB หรือ DATABASE เ้ป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดที่ต้องมีการรวมลิงค์ให้เข้าถึงง่าย

ผมขอได้ไหม กับการที่สละเวลาอันแสนสนุกสักนิด กับการอัพลิงค์ DB ให้เป็นที่เป็นทาง

ตอนนี้มันก็มีแค่ 9 อันเอง หรือมากกว่านั้นก็คงไม่เกิน 15

ผมไม่มีสิทธิที่จะบังคับให้แต่ละคนทำกัน แต่ก็อยากฝากให้รู้ว่า

ต่อจากนี้ไป จะมีคนที่จำเป็นต้องมาหาข้อมูลเหล่านี้อยู่ตลอดเวลาครับ

โดยเฉพาะในช่วงที่จะมีรุ่นใหม่เข้ามา

ถ้าคนรุ่นเก่ายังไม่พร้อมเลย แล้วจะไปคาดหวังอะไรกับเด็กใหม่ครับ

 

อย่างไรก็ตาม สำหรับเอนทรี่อื่นๆ เช่น homework, event หรือเรื่องราว MS SS IS

ไม่จำเป็นต้องมาอัพลิงค์ทุกอันก็ได้ อันนี้แล้วแต่คนแล้วกัน

ใครทำไว้ก็ดีต่อตัวเอง แต่ไม่ทำก็ไม่เสียต่อส่วนรวมนัก

แล้วที่จริงมันก็ควรอยู่ใน DB 2 ความเดิมของตัวละครอยู่แล้ว

การรวมลิงค์แค่ DB จึงน่าจะเพียงพอแล้วครับ ในความเห็นของผม

 

13.2 ใครที่ใช้ธีมแบบเก่าซึ่งไม่มี PAGE ด้านบน ก็ขอให้ทำเอนทรี่รวมลิงค์ที่ Recommend

ไม่ใช่ว่ามาอ้างว่าเป็นธีมเก่าแล้วไม่ทำเลย อย่างน้อย recommend ที่อยู่ด้านบนๆก็ยังช่วยได้

จะเป็นเอนทรี่รวมลิงค์ได้ก็ยิ่งดี หรือจะเอาเอนทรี่ฐานข้อมูลมาทำ recommend ก็ยังได้

หรือถ้าใช้ลงตรง LINK แทนจะดีมาก เพราะมันจะอยู่ในตำแหน่งที่เราเรียงไว้ไม่เปลี่ยน

ที่ผมไม่อยากให้ใช้ Recommend เพราะว่ามันจะเรียงตามอายุเอนทรี่น่ะ

แล้วเกิดบล็อกคุณดันมีรวมเอนทรี่ส่วนตัวอีก มันจะมั่วนัวเนียมากครับ

 

13.3 แต่ทางที่ดี สำหรับบล็อกที่เกี่ยวกับโรงเรียนลูกบาศก์ ใช้ธีมที่มี PAGE เถอะ

สิ่งที่สำคัญในการเข้าถึงข้อมูลอย่างฉับไว คือการจัดวางตำแหน่งการเข้าถึงอย่างมีประสิทธิภาพ

ดังนั้นถ้าทำให้มันเข้าง่าย มันจะลดภาระของคนที่จะเข้ามาดูอีกนับร้อยได้แน่นอนครับ

 

13.4 พยายามอย่าแก้ชื่อเอนทรี่โดยไม่จำเป็น

รู้ไหมครับ ว่าเพียงแค่คุณเปลี่ยนชื่อเอนทรี่ในภายหลัง แม้แต่เพียงตัวอักษรเดียว

มันก็ทำให้ลิงค์ในเอนทรี่รวมลิงค์ของโรงเรียนเจ๊งได้แล้วครับ

แล้วในช่วงแรกผมก็ต้องมาตามแก้ลิงค์ที่เสียไปอยู่ตลอดเวลา

จนกระทั่งผมคิดว่าหยุดดีกว่า แล้วค่อยแก้ตอนที่ผมพบว่าเข้าแล้วเสีย

เพราะผมเองก็ไม่ได้ว่างที่จะต้องมาตามเช็คตามเช็ดทุกวันนะครับ

 

13.5 หมั่นอัพเดทลิงค์ และเช็คลิงค์เสียด้วยตัวเอง

หลายคนน่าจะรู้แล้วว่า เวลาที่ต้องเข้าไปหาข้อมูลเพื่อศึกษาตัวละคร

แต่พบว่าลิงค์เสียแล้วต้องไปขุดหาเอาเอง มันเสียเวลาแค่ไหน

ผมอยากให้เพื่อนๆคิดว่า เพียงแค่คุณหนึ่งคนได้แก้ลิงค์ของคุณให้ใช้งานได้จริง

มันก็ทำให้เกิดประโยชน์ต่อคนนับร้อย (จำนวนสมาชิกในอนาคตอันใกล้)

ที่จะต้องแวะเวียนมาดูข้อมูล เพื่อสามารถเขียนตัวละครได้โดยไม่ผิดเพี้ยนนั่นเอง 

 

13.6 สำหรับบางข้อมูลที่ควรแก่การรวมลิงค์ของทุกคนไว้ในทีเดียว ผมจะทำให้ครับ

ตัวอย่างเช่นการทำเอนทรี่รวม DB1.1 DB2.1 ขอแต่ละคน อันนี้ผมเต็มใจทำอย่างยิ่ง

เพราะมันจะเป็นประโยชน์ต่อคนที่ที่ต้องการเห็นภาพรวมสิ่งที่เปลี่ยนไปในเทอมหนึ่ง

และจะได้เห็นกันด้วยว่าแหว่งตรงไหน ใครที่หายไป ใครที่ผ่านเทอมหนึ่งแล้ว

ในส่วนนี้ผมก็จะขอความร่วมมือให้ส่งลิงค์มากันในที่ที่ถูกต้อง

เพื่อสะดวกต่อผมในการรวบรวมให้นั่นเอง

 

13.7 คุณก็สามารถทำเอนทรี่รวมลิงค์ของเพื่อนๆ ที่มาร่วมกิจกรรมของคุณได้เช่นกัน

ผมได้ทำ template รวมชื่อแต่ละคนไว้ สำหรับการทำรวมลิงค์ที่กระทัดรัดและสะดวกต่อการกด

ลองเข้าไปดูได้ที่นี่ครับ name list template (สำหรับรวมลิงค์)

สำหรับการใช้ก็เพียงแค่ลากชื่อแล้วก็ใส่ลิงค์เข้าไป เหมือนตอนทำลิงค์ที่ข้อความแหละ

 

____________________________________________________________ 

 

14. "ระบบตบมือข้างเดียวก็ดังได้" ไม่ใช่การบิดเบือนตัวละคร

 

ที่จริงเป็นประเด็นที่ร้อนแรง และอาจจะบานปลายได้หากไม่มาทำความเข้าใจให้ดีพอ

ดังนั้นจึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่เราควรจะมาคุยปรับความเข้าใจกันอีกรอบ

กับระบบที่เรียกได้ว่าเป็นสิ่งที่กำหนดแนวทางการเขียนในโรงเรียนนี้เลยทีเดียว

 

ก่อนอื่น ขออ้างอิงลิงค์ไว้ เผื่อลองไปทบทวนสิ่งที่ผมเขียนในคราวนั้นก่อน

ร.ร.ล.บ. 2551/11 มาทำความเข้าใจ "ระบบตบมือข้างเดียวก็ดังได้"

 

ตบมือข้างเดียว ในความหมายของผมคือ

การเขียนเรื่องโดยที่ไม่ต้องประชุมเรื่องทั้งสองฝ่ายก่อน

ไม่ใช่การเขียนโดยไม่สนใจเจ้าของตัวละครที่เรากล่าวถึง

 

เดิมทีนั้น ระบบตบมือข้างเดียว มีไว้ส่งเสริมการเขียนการบ้านที่สร้างสายสัมพันธ์ตัวละคร

เพื่อแก้ปัญหาที่แต่ละคนไม่ได้ว่างพร้อมกัน ผมจึงเปิดโอกาสให้แต่ละคนกล้าที่จะเขียนออกมา

โดยผมเริ่มจากการทำกิจกรรมปลูกถั่วเขียว หรือการบ้าน 7 ในระบบเดิม

ที่มีขั้นตอนหลักคือ เลือกคน สร้างเรื่อง และสรุปการพัฒนา

 

ทั้งนี้ต้องเน้นย้ำว่ายังไม่มีระบบ MS SS IS ในตอนนั้น

ความคาดหวังดั้งเดิมของผมคือการให้เขียนเรื่องที่จบลงเป็นอันๆไป

ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้นจริง มันจะไม่ค่อยมีปัญหาเท่าไหร่นัก เพราะอยู่ในขอบข่ายที่คุมได้

แต่ในเมื่อเรื่องราวมันสามารถร้อยเรียงต่อกันไปได้ เราก็ต้องมาเช็คเรื่องสำคัญอันนี้ให้ดี

มันคือเรื่อง "การบิดเบือนข้อมูลเดิม"

 

จากตรงนี้เป็นต้นไป (ยันหัวข้อสุดท้ายของตอนนี้)

ขอให้สงบจิตสงบใจ ตั้งสติ แล้วค่อยๆ อ่านไป อย่าพึ่งโวยวายอะไรมาก

อาจจะไม่เป็นที่พอใจบ้างในตอนแรก แต่ถ้าอ่านจบแล้ว คุณจะได้ข้อคิดและแนวทางโรงเรียนครับ

 

14.1 ข้อตกลงของโรงเรียนในเรื่องตัวละครที่คุณส่งมา

ก่อนอื่นขออ้างอิงข้อตกลงจาก page ข้อตกลงและวัฒนธรรม (ฉบับ 2551)

 

ข้อตกลงในการร่วมโครงการ

1.ตัวละครทุกตัวที่เข้าร่วมโครงการนี้ ถือเป็นสมบัติสาธารณะ ไม่เป็นของผู้ใดผู้หนึ่ง

ดังนั้นทุกคนสามารถใช้ตัวละครเหล่านี้ในการสร้างสรรค์ผลงานเพื่อเผยแพร่ได้ทุกรูปแบบ

เพียงแต่ว่าไม่มีการอ้างสิทธิ์ว่าเป็นของตัวเองคนเดียว แม้ว่าจะเป็นตัวละครที่คุณคิดเองก็ตาม

(พูดง่ายๆคือการสร้างงานใดๆจากโครงการนี้ ถือเป็นการแฟนอาร์ตจากโครงการ ไม่ใช่ออริจินอล)

2.กรณีที่มีการเอาข้อมูลต่างๆของที่นี่ไปผลิตหรือเผยแพร่ ต้องเครดิตมาที่ลิงค์ที่จะกำหนดให้เสมอ

และแจ้งด้วยว่าเอาไปใช้ทำอะไรที่ไหน ถ้าเป็นเว็บก็แนบลิงค์มาโพสด้วย

ถือเป็นการให้เกียรติแก่ผู้สร้างทุกท่าน และเค้าจะได้ไปดูเสียงตอบรับด้วยไงครับ

3.ทุกคนที่ส่งตัวละครของตัวเองมาแล้ว สามารถร่วมคิดเสริมเติมแต่งตัวละครของคนอื่นได้อย่างอิสระ

แต่ต้องยึดเนื้อหาเดิมที่เจ้าของได้ระบุมาแล้ว ถือว่าเป็นการเพิ่มเท่านั้น ไม่ใช่การเปลี่ยน

และเจ้าของตัวละครมีสิทธิ์ที่จะปฏิเสธสิ่งที่เพิ่มขึ้นมาได้โดยการแจ้งมา

4. เพื่อความเป็นระเบียบในการรวบรวมข้อมูลสำหรับโครงการเล็กๆนี้

ผมจึงขอเป็นคนวาดภาพตัวละครในส่วนที่จะเอามาใช้ติดในรายชื่อนักเรียน (ภาพถ่ายนักเรียนนั่นแหละ)

แต่จะมีการแนบภาพประกอบที่เป็นภาพวาดต้นฉบับของเจ้าของเสมอ หากมีการส่งภาพมาด้วย

(ซึ่งผมก็ยินดีนะถ้ามีส่งภาพวาดมาด้วย จะได้นึกอิมเมจได้เร็วขึ้น แต่ในตัวรวมผมจะขอแฟนอาร์ตมาใช้ครับ)

5. โครงการนี้เปรียบเสมือนเป็นกิจกรรมรายย่อยที่ผมเป็นคนควบคุมธีมหลัก

ดังนั้นผมขอใช้สิทธิ์ในการกำหนดและเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขต่างๆตามความเหมาะสม

แต่เพื่อนๆก็สามารถใช้คำแนะนำและข้อเสนอแนะต่างๆได้อย่างอิสระครับ

 

และผมจะเอามาอธิบายในส่วนที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อ นั่นคือข้อ 1 กับ 3 ดังนี้

 

1.ตัวละครทุกตัวที่เข้าร่วมโครงการนี้ ถือเป็นสมบัติสาธารณะ ไม่เป็นของผู้ใดผู้หนึ่ง

ขอให้ยอมรับว่า เมื่อคุณได้ส่งตัวละครลงมาที่โรงเรียนนี้แล้ว

คุณไม่ได้เป็นเจ้าชีวิตของตัวละครแต่เป็นผู้เดียวอีกต่อไป

คนอื่นก็มีสิทธิที่จะเอาตัวละครที่คุณคิดขึ้นมาไปเขียนได้ด้วย

มันไม่ใช่การเอาตัวละครของคนอื่นไปหากิน

เพราะตอนนี้ตัวละครเป็นของโรงเรียนแล้ว

และผมซึ่งเป็นเจ้าของโรงเรียน ก็มีมติว่าให้เอาไปเขียนได้แล้วครับ

เพียงแต่ว่าจะต้องคำนึงในเรื่องที่จะกล่าวถึงต่อไป

 

3.ทุกคนที่ส่งตัวละครของตัวเองมาแล้ว สามารถร่วมคิดเสริมเติมแต่งตัวละครของคนอื่นได้อย่างอิสระ

แต่ต้องยึด ถือว่าเป็นการเพิ่มเท่านั้น ไม่ใช่การเปลี่ยน

และเจ้าของตัวละครมีสิทธิ์ที่จะปฏิเสธสิ่งที่เพิ่มขึ้นมาได้โดยการแจ้งมา

จากส่วนนี้ จะชี้แจงว่า เนื้อหาเดิมที่เจ้าของได้ระบุมาแล้ว  หมายถึง DB เท่านั้น

ข้อมูลใดที่อยู่นอกเหนือ DB แม้ว่าจะมีเรื่องราวเข้มข้นแค่ไหน ก็ยังไม่ใช่ของที่ยึดถือ

ดังนั้นใครที่อยากเน้นย้ำสิ่งที่ไม่ควรผิดพลาดของตัวละคร ก็จงใส่ไว้ใน DB ซะ

อาจจะเพิ่มเติมในรูปแบบแถลงการณ์ที่ยังไม่ต้องเป็นแบบฟอร์มทางการก็ได้ แต่ต้องบอกไว้ให้ชัดเจน

ไม่ใช่ปล่อยให้ตีความจากฟิค (โดยเฉพาะฟิคที่บอกว่าจะเขียนแต่ยังไม่โพส แล้วใครจะไปรู้ล่ะ)

 

14.2 แนวทางขั้นตอนในการเขียนเรื่อง ที่เป็นผลดีต่อทุกฝ่าย

ก่อนที่จะไปพูดในรายละเอียดของปัญหาที่เกิดขึ้น

ผมขอแนะนำขั้นตอนที่ควรจะเป็น กับการเขียนเรื่องให้ไม่มีปัญหาก่อน ดังนี้

     1. การเลือกว่าจะกล่าวถึงใครในเรื่องของเรา

     2. ไปตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นจาก DB เพื่อไม่ให้เสียเวลาคิดผิดทาง

         (จากตรงนี้ ผมถึงบอกว่าการเขียน DB เป็นสิ่งที่จำเป็น เพราะทำให้คุณอ้างได้ว่าใครมั่ว)

     3. กลับมาร่างโครงเรื่องของตัวเองต่อ โดยเอาแค่แนวคิดหลักก่อน อย่าพึ่งลงรายละเอียด

     4. ในกรณีที่ตัวละครไหนมีบทบาทชัดเจน และส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลง หรือการพัฒนา

         ควรติดต่อถามผู้ปกครองของคนที่กล่าวถึง ว่าเราเข้าใจตัวละครนั้นถูกหรือยัง

     5. กรณีที่ผู้ปกครองคนนั้นไม่มีการตอบรับ อนุญาตให้ตบมือข้างเดียวไปได้เลย

         แต่ควรเผื่อใจไว้ว่าอาจจะต้องมีการแก้ไขบ้างในอนาคต และถ้าเค้าขอก็ต้องทำตามด้วย

     6. เมื่อเขียนเรื่ิองโดยละเอียดเสร็จแล้ว ก็โพสได้เลย

     7. รอผลตอบรับ ถ้ามีใครบอกว่าอยากให้แก้ตรงไหน ก็ควรแก้โดยเร็ว เพื่อไม่ให้เกิดการติดภาพ

         (ดังนั้นหากเป็นเอนทรี่เรื่องราวที่สำคัญ ควรเผื่อเวลาที่สามารถรอผลตอบรับได้

          ไม่ใช่โพสแล้วหาย แล้วมาบานปลายทีหลัง)

     8. ถ้าไม่มีเสียงบอกให้แก้ไขภายในหนึ่งสัปดาห์ น่าจะถือว่าไม่มีปัญหาแล้ว สบายใจได้

         แต่ก็เผื่อใจไวอยู่ดี เพราะบางคนเค้าอาจมาว่างทีหลัง

     9. สุดท้ายแล้ว ถ้าเรื่องราวที่คุณเขียน ได้ปรากฏลงใน DB 2 ของคนที่กล่าวถึง

         นั่นก็ถือว่า คุณประสบความสำเร็จในการ "ตบมือข้างเดียว" โดยไม่มีการบิดเบือนตัวละครครับ

 

14.3 ข้อควรระวังในการเอาตัวละครของคนอื่นมาใช้

เพื่อให้ต่อไปจะได้ลดปัญหาเหล่านี้ ผมอยากให้เพื่อนๆระัวังในเรื่องดังนี้ครับ

          14.3.1. หลีกเลี่ยงการสร้าง MS ให้คนอื่น

          นอกเสียจากว่าตัวละครนั้นไม่มีเจ้าของตัวละครมาเขียนนานมากแล้ว

เราไม่อาจรู้ได้ว่าเจ้าของตัวละครกำลังคิดอะไรให้ลูกของตัวเองอยู่

แม้ว่านี่เป็นตัวละครกองกลาง แต่การคำนึงถึงใจของผู้ร่วมกิจกรรมก็เป็นสิ่งสำคัญ

ไม่งั้นคุณอาจจะทำให้เจ้าของตัวละครต้องลบพล็อตของตัวละครตัวเอง

ทั้งที่ตามจริงคุณจะต้องเป็นฝ่ายแก้เองมากกว่า (บางครั้งมีการเกรงใจ และมันมักจะมีปัญหาภายหลัง)

อย่างไรก็ตาม หากมั่นใจว่าตัวละครที่เรากล่าวถึงนั้นมันร้างอยู่แล้ว แบบนั้นถือว่าเป็นการทำบุญครับ

          14.3.2. หลีกเลี่ยงการเพิ่ม"อะไร"ให้ตัวละครของคนอื่น

 

          นอกเสียจากว่าได้คุยตกลงกับเจ้าของตัวละครมาแล้ว

อะไรที่มันไม่ได้มีอยู่ใน DB แต่แรก ไม่ต้องไปคิดเติมให้เป็นปัญหาหรอกครับ

พยายามใช้ข้อมูลเท่าที่มี จะเป็นผลดีในระยะยาวมากกว่า

เพราะยังไงคนทีรู้จักตัวละครนั้นได้ดีที่สุดก็ต้องเป็นเจ้าของตัวละครอยู่แล้ว

การที่คุณไปเพิ่มอะไรบางอย่างเข้าไป อาจจะเป็นการหักล้างสิ่งที่เขาเตรียมไว้อยู่

 

14.4 การทำตัวเป็นเจ้าของตัวละครที่ดี

บางครั้งปัญหาของการบิดเบือน ก็มาจากความ"คลุมเครือ"ของเจ้าของตัวละครเอง

ดังนั้นการแก้ไขปัญหาการบิดเบือนจึงไม่ได้อยุ่ที่คนเขียนถึงเท่านั้น

แต่เจ้าของตัวละครก็ควรทำให้ตัวละครของตัวเองพร้อมที่จะนำไปใช้อีกด้วย

          14.4.1. เตรียม DB ให้พร้อม และหมั่นอัพเดทส่วนสำคัญอยู่เสมอ

          เพื่อไว้เป็นหลักฐานในความชัดเจนของตัวเอง หากมีการบิดเบือนเกิดขึ้น

ตามที่ได้บอกไว้ในข้างต้นแล้ว ว่ามันคงเป็นไปไม่ได้ที่จะให้ทุกคนมาอ่านฟิคทุกตอน

ผมได้กำหนดไว้แล้วว่า การอ่าน DB เป็นหน้าที่ซึ่งทุกคนพึงทำยามกล่าวถึงตัวละครของใคร

ดังนั้น DB เป็นโอกาสของคุรในการใส่สิ่งที่คุณคิดว่าพลาดไม่ได้หากจะกล่าวถึงตัวละครครับ

          14.4.2. บอกทุกอย่างที่คุณคิดไว้ อย่ากั๊ก

          เพราะคุณไม่มีสิทธิ์ที่จะมาอ้างข้อมูลที่คนอื่นมองไม่เห็น

ที่นี่ไม่ใช่งานเดี่ยว ที่นี่เป็นกิจกรรมที่หลายคนสร้างเรื่องราวไปด้วยกัน

ดังนั้นอะไรที่คุณได้คิดไว้แล้วว่าจะทำ ถึงยังไม่ได้เขียนออกมาก็ควรจะบอกไว้ให้รู้

ในรูปแบบของแนวทางตัวละครในช่วงปัจจุบัน ว่าจะมีทิศทางชีวิตเป็นเช่นไร

และควรเขียนบทสรุปโครงเรื่องล่วงหน้ามาทิ้งไว้ หากคุณมีพล็อตแต่ไม่มีเวลา

เผื่อใครเค้าอยากจะสานเรื่องราวกับตัวละครของคุณ เค้าจะได้ไม่ต้องรอเก้อครับ

          14.4.3. อย่าคิดโครงเรื่องล่วงหน้ามากเกินไป

          ควรพยายามยืดหยุ่นอนาคตของตัวละคร และสนุกไปกับการสร้างสรรค์อนาคตร่วมกัน

ไหนๆก็อุตส่าห์มาเล่นโครงการสร้างเรื่องราวร่วมกันแล้ว ผมว่าน่าจะใช้ศักยภาพตรงนี้ให้คุ้มมากกว่า

ถ้าคิดเรื่องไว้เสร็จสรรพเหมือนรู้หมดแล้วว่าสามปีจะเกิดอะไรขึ้น จะมาเล่นโรงเรียนลูกบาศก์ทำไม

อะไรที่เราสร้างเอง 100% แบบนั้น เก็บไปทำเป็นออริจินอลที่คุณเป็นเจ้าของจริงๆดีกว่าไหมครับ

แล้วมาเปิดใจให้กว้าง สร้างเรื่อวราวที่ไม่สามารถเดาตอนจบได้ในโรงเรียนนี้

แล้วเราจะได้สนุกไปด้วยกัน ในฐานะที่เป็นทั้งคนเขียนและคนอ่านครับ

          14.4.4. อย่าเกรงใจ หากเกิดการบิดเบือนหรือเข้าใจผิดเรื่องตัวละคร

          การเก็บไว้ในใจแล้วมาบอกในภายหลังด้วยความอัดอั้นว่ามันผิด มันเสียความรู้สึกทุกฝ่ายนะ

แม้ว่าในข้อก่อนผมจะบอกไว้ว่าให้เปิดใจให้กว้าง อย่าล็อคเรื่องมากเกินไป

แต่อย่าลืมว่าในระดับ DB น้นเรามีสิทธิ์ที่จะอนุรักษ์คาแรคเตอร์ดั้งเดิมไว้ได้

เวลาที่ใครเขียนอะไรมา ส่วนใหญ่เค้าก็บอกไว้แล้วว่าให้เช็คตัวละครได้อยู่แล้ว

ซึ่งเราจะรู้ได้ว่าเค้ากล่าวถึงลูกเราไหมโดยการดูสรุปหรือไม่ก็รายชื่อตัวละครที่กล่าวถึง (หากมีบอก)

ดังนั้นจงอ่านอย่างตั้งใจหากมีการกล่าวถึงตัวละครของเรา และดูว่ามันใช่หรือไม่

ถ้าตะหงิดใจตรงไหนควรทักไว้เลย ไม่ต้องเกรงใจกัน เพราะถ้าพูดด้วยความใจเย็นมันก็ไม่มีปัญหาอยู่ดี

เพราะไอ้เรื่องเล็กๆน้อยๆนี่แหละ ถ้าเกิดคนติดภาพเข้ามันจะบานปลายจนตามแก้ได้ยากครับ

 

14.5 แถลงการณ์ตัวละคร

การแถลงการณ์เกี่ยวกับตัวละคร เป็นวิธีที่ดีสำหรับคนที่ไม่ว่างในช่วงนั้น

ซึ่งคุณสามารถเขียนข้อมูลที่สำคัญพอสังเขป ในรูปแบบ DB ที่ไม่เป็นทางการ 

บอกในทุกเรื่องที่พึงระวัง เพื่อที่จะให้ไม่เกิดความผิดพลาดในช่วงที่คุณหายไป

ในกรณีนี้ผมขอยกให้เป็นข้อมูลที่สำคัญเทียบเคียงกับ DB ได้

แต่คุณควรจะทำให้คนอื่นได้รู้ถึงการมีอยู่ของเอนทรี่นี้

ด้วยการที่อย่าลืมขึ้นTAG โรงเรียนลูกบาศก์ (ไม่ใช่ cubic school)

และขึ้น recommend ด้วยเลยยิ่งดีครับ

ที่สำคัญคือ ควรบรรจุลิงค์แถลงการณ์ไว้ใน DB ที่เกี่ยวข้องด้วยเสมอ

อาทิถ้าเป็นเรื่องนิสัย พฤติกรรม ก็ DB1 ถ้าเป็นเรื่องราวก็ DB2

 

14.6 สรุปหัวข้อนี้

 

ผมคิดว่าในประเด็นนี้ ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายครับ

และในความยากของการทำกิจกรรมร่วมกันในรูปแบบโรงเรียนลูกบาศก์

จะเป็นการฝึกฝนการเข้าสังคมได้เป็นอย่างดี

ซึ่งเดี๋ยวจะพูดโดยละเอียดในประเด็นเรื่องสังคมในช่วงที่จะกล่าวถึงครับ

 

____________________________________________________________  

 

15. การพัฒนารหัสประเภทข้อมูล

 

ข้อมูลที่ทะลักมาจำนวนมาก ทำให้เกิดความจำเป็นในการจำแนกข้อมูลให้ชัดเจน

ซึ่งโชคดีที่เราได้รู้ตัวกันตั้งแต่เนิ่นๆ ทำให้ผมสามารถวางรากฐานระบบได้โดยไที่ยังไม่บานปลาย

ที่จริงแล้วเรื่องนี้ผมก็คุยบ่อยจนน่าจะเบื่อกันทั้งคนเขียนและคนอ่าน

ดังนั้นผมขอกล่าวถึงโดยสรุป ดังนี้

 

15.1 ข้อจำกัด ของ"การบ้าน"แบบเดิม

 

แต่เดิมนั้น "การบ้าน" หมายถึงโจทย์ที่มาจากทางโรงเรียน

โดยจะเป็นในลักษณะที่ช่วยส่งเสริมการเปิดเผยข้อมูลของตัวละคร

และแนวทางในการสร้างสรรค์เรื่องราวโดยมีโครงร่วมกัน

 

ปัญหาที่มาพบภายหลังของระบบนี้คือ

1. การบ้านที่ผมต้องการข้อมูลในเชิงข้อเท็จจริง แต่หลายคนเขียนมาเป็นฟิค เป็นเรื่องราว

ทำให้กลายเป็นว่าต้องมาแกะภาษาไทยเป็นภาษาไทย แกะฟิคเป็นฐานข้อมูล

ซึ่งการที่ไม่มีความชัดเจนว่าอันไหนต้องการข้อเท็จจริง อันไหนต้องการสร้างเรื่อง

ทำให้บางคนคิดว่าการเขียนเป็นข้อเท็จจริง ทำให้เสียอรรถรสในการอ่าน

แล้วก็เลยทำให้ข้อมูลที่ควรจะครบตั้งแต่แรก ก็แหว่งไปเพราะไปเสียเวลากับฟิคปลายทางนั่นเอง

2. การรันเลขการบ้าน ที่เกิดความสับสนระหว่างตัวละครประเภทต่างกัน

การที่ผมได้เริ่มกับเด็กนักเรียนก่อน ส่วนครูและบุคลากรพิเศษนั้นมภายหลัง

ทำให้การลำดับเลขการบ้านกับหัวข้อเนื้อหามันไม่เหมือนกัน

เช่น การบ้านเกี่ยวกับสีและเสื้อผ้า ของนักเรียนจะเป็น การบ้าน6 แต่ครูกับบุคลากรจะเป็น 3

ทั้งนี้เพราะว่าของนักเรียนมีเรื่องราวอื่นแทรก เช่น ความรู้สึกกับหมายเลขตัวเอง กับการเลือกที่นั่ง

ดังนั้นถ้าขืนปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไป มันจะเกิดความสับสนไม่จบสิ้น

3. เรื่องราวที่ไม่ใช่การบ้าน จะเป็นอะไรล่ะ

ไม่ใช่ว่าเราจะต้องเขียนแต่การบ้าน เพราะพอตัวละครเริ่มอยู่ตัวแล้วก็น่าจะสามารถสร้างเรื่องต่อเองได้

แต่ทีนี้เราจะเรียกเรื่องส่วนนั้นว่าอย่างไรดีล่ะ เพราะมันก็เป็นส่วนหนึ่งของโรงเรียนเช่นกัน

 

จาก 3 ปัญหาที่กล่าวมา ทำให้ผมได้สร้างรหัสข้อมูลขึ้นมา ดังนี้

 

 

ซึ่งรายละเอียดนั้น ขอให้ไปดูที่  ร.ร.ล.บ. 2551/30 รหัสประเภทข้อมูลแบบใหม่

โดยในปีการศึกษาใหม่อาจจะมีการอธิบายใหม่บ้าง แต่ตอนนี้ทำควมเข้าใจตามแบบเก่าก่อนได้

รวมทั้งผมจะมีการอธิบายในสิ่งที่คลุมเครือในตรงนี้เลย ได้แก่

 

 

MS กับ SS ต่างกันอย่างไร

 

ต่อไปนี้จะเป็นความเห็นจากทางการครับ

- MS เป็นดั่งแกนของต้นไม้ ส่วน SS เป็นกิ่งที่แตกแขนงออกไป

- MS ตัวละครพัฒนาในส่วนที่สำคัญ ส่วน SS ไม่ต้องพัฒนา หรือมีก็ไม่ใช่ส่วนทีต้องรู้

- MS ส่งผลต่อเนื้อหาหลักใน DB 2 ส่วน SS เป็นแค่ภาคผนวกหรือตัวเสริม

 

- การคิดว่าอะไรเป็น MS ก็คิดแค่ว่า สำคัญมากพอที่จะให้ทุกคนสละเวลามาอ่านไหม
 

 

ทั้งนี้ เพื่อไม่ให้สับสน ขอชี้แจงว่า

- MS ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องราวในโรงเรียน

(เพียงแต่ผมก็ยังยืนยันเช่นเดิมว่า อยากได้เรื่องราวในโรงเรียนในสัดส่วนที่พอกันกับนอกโรงเรียน)

ในเรื่องของความคาดหวังในการเขียนเกี่ยวกับโรงเรียน ผมจะพูดในตอนถัดไปครับ

 

และมีข้อแนะนำดังนี้

 

- ในแก่น MS ของตัวละครคุณ ควรมีสิ่งที่เกี่ยวกับโรงเรียนเป็นส่วนหนึ่งในนั้นด้วย

ไม่งั้นคุณจะส่งตัวละครมาโรงเรียนนี้ทำไม ไปเฉิดฉายในฐานะออริดีกว่าไหม

แต่ทั้งนี้ที่เน้นว่าเป็นส่วนหนึ่ง เพราะไม่จำเป็นว่าคุณต้องเขียนเกี่ยวกับโรงเรียนทุกตอน

ในบางส่วนอาจจะออกนอกสถานที่ พูดคุยกับคนอื่นก็ได้ ไม่ได้ผิดอะไร

แต่ขอให้มีบางสิ่งในโรงเรียนที่มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงของตัวละครได้ก็พอแล้ว

ซึ่งผมคิดว่าคนอ่านจะรู้สึกได้เองล่ะ ว่าคุณใกล้ชิดหรือห่างเหินโรงเรียนแค่ไหน

 

- พยายามอย่าให้ MS เรื่องหนึ่งผูกพันยาวบานปลาย

ในช่วงปีที่ผ่านมา ผมได้พบปัญหาที่ซ่อนเร้นแต่ร้ายกาจของการเขียนเรื่องราวโรงเรียนลูกบาศก์

นั่นคือ หากใครเขียนเรื่องราว MS เรื่องหนึ่ง (ประเด็นหนึ่ง) ที่ผูกยาวต่อเนื่อง

และยังไม่สามารถปิดจบได้ (ได้แก่ ปัญหาชีวิตยังไม่เคลียร์ เป็นต้น)

คนอื่นจะไม่กล้าเข้าแทรกและเขียนถึงตัวละครคุณในมุมมองอื่นได้เลย

ฟังเหมือนเป็นเรื่องดี ที่ทำให้ตัวละครมีแก่นชีวิตอย่างชัดเจน และไปถูกทิศถูกทาง

แต่นั่นเป็นการทำให้คุณปิดโอกาสที่จะใช้ศักยภาพของโรงเรียนที่มีตัวละครถึง 70 กว่าตัวไปแล้ว

การที่จะวนเวียนอยู่ในโลกแคบๆ ผมว่าเสียดายเวลา 3 ปี (สำหรับนักเรียน)

ที่จะอยู่โรงเรียนนี้ในฐานะตัวละครทางการที่ไม่ใช่ OC นะครับ

 

อ้อ ต้องเน้นอีกรอบว่า "MS เรื่องหนึ่ง" ที่ผมหมายถึง ไม่ได้หมายถึงเรื่องราวทั้งชีวิตนะครับ

แต่เป็น "ประเด็นหนึ่ง" ที่เกิดขึ้น พูดชัดๆก็ได้แก่ ปัญหาเรื่องหนึ่ง

 

ถ้ายกตัวอย่างของผม ก็เช่น ภูมิน้อยใจฟ้าเรื่องวิลลี่ นั่นล่ะ

ผมไำด้พบว่า ตั้งแต่ตกหลุมเรื่องราวนี้ ผมไม่สามารถเบนเรื่องออกไปทางอื่นได้อย่างอิสระเลย

ซ้ำร้ายมันทำให้เรื่องราวของภูมิมีแต่ รักๆ หม่นๆ เครียดกันจนไม่ได้พักเลยทีเดียว

ไม่ผิดครับ มันเป็นสิ่งที่ดีมากต่อการเติบโตของภูมิ ผมไม่ปฏิเสธตรงนี้

แต่ผมก็คงไม่สนุกแน่ ถ้าจะให้เรื่องราวมันย่ำอยู่แต่ตรงนี้จนข้ามเทอม

เพราะมันทำให้ผมหมดโอกาสที่จะให้ภูมิไปเริงร่า เล่นกับตัวละครอื่นรวมทั้งรุ่นน้องไง

ดังนั้นผมเลยคิดว่าควรให้เรื่องราวเดินไปในความเร็วที่เหมาะสม

มันคงจะยังไม่เคลียร์ 100% แบบรักกันหวานหยดแหละครับ

แต่อย่างน้อยผมก็เดินเรื่องให้ภูมิเริ่มที่จะเคลียร์ใจตัวเอง และกลับมาโหมดปกตินั่นเอง

 

อ๊ะ เดี๋ยวก่อน ผมไม่ได้หมายความว่าจะให้ทุกคนเขียนแต่เรื่องไร้สาระตลกรายวันเท่านั้นนะ

เพียงแต่ว่ามันเป็นความจริงที่ MS มันกินแรงในการเขียนอย่างมาก 

และการที่เขียนแต่ด้านลึกเท่านั้น จะทำให้ลืมที่จะขยายความกว้างของเรื่องด้วย

แล้วยิ่งที่นี่เป็นโรงเรียนลูกบาศก์ ศูนย์รวมตัวละครที่หลากหลายนะครับ

ใช้ให้คุ้มหน่อยสิ ข้อมูลตัวละครเรียงกันสลอนขนาดนี้

ถึงแม้ตัวละครของคุณจะเป็นพวกเก็บตัว

แต่ในฐานะที่คุณเป็นเจ้าชีวิต ก็สร้างสถานการณ์สิครับ

โอกาสยังมีอีกเยอะนะ ในการใช้โรงเรียนให้คุ้ม

 

เรื่องนี้เดี๋ยวไว้คุยกันต่อในตอนสุดท้ายแล้วกัน เพราะไม่งั้นคงคุยไม่จบ

แต่สำหรับเรื่องรหัสข้อมูลนั้น เนื่องจากเป็นสิ่งที่สำคัญมาก และเกี่ยวโยงกับการเขียนเรื่อง

ผมเลยคิดว่าสมควรแล้วที่จะอธิบายตามที่เขียนไปข้างต้นครับ

 

____________________________________________________________

 

 

บทส่งท้ายสำหรับตอนที่ 2

 

สำหรับในตอนนี้ ผมอาจจะล่วงล้ำในการเขียนเรื่องของหลายคนไปบ้าง

แต่ทั้งนี้ผมตัดสินใจแล้วว่าผมจำเป็นต้องบอก เพื่อความชัดเจนในแนวทางของโรงเรียน

ผมคิดว่าคนที่จะมาร่วมกิจกรรม ก็ควรจะยอมรับแนวทางหลักที่โรงเรียนได้กำหนดไว้ด้วย

คุณคงต้องยอมรับว่าในที่แห่งนี้คุณอาจจะไม่สามารถทำได้ทุกสิ่งที่คุณอยากจะทำ

ทั้งนี้เราถือว่าแต่ละสังคมก็มีกฏเกณฑ์ที่ต้องคำนึงในการอยู่ร่วมกัน

 

ผมในฐานะที่เป็นคนสร้างโครงการนี้ขึ้นมา 

ก็อยากจะทำให้ที่นี่เป็นที่ซึ่งน่าอยู่ เพื่อนๆอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข

แต่ยังไงผมก็คงไม่สามารถทำให้ทุกคนพอใจได้ในทุกเรื่อง นั่นเพราะว่าแต่ละคนนั้นต่างกัน

ในบางเรื่องนั้น ความต้องการของแต่ละฝ่ายก็อยู่คนละฝั่งกัน

สิ่งที่ผมทำได้ก็คือการอยู่ตรงกลาง และเลือกทำในสิ่งที่ดีต่อทั้งสองฝ่ายเท่าที่จะทำได้

 

ที่เหลือก็อยู่ที่คนร่วมกิจกรรมแหละครับ

แม้ว่าตอนนี้ยังไม่เกิดปัญหา แม้ว่ายังไม่ถึงช่วงสรุปที่เกี่ยวกับสังคม

แต่ผมอยากบอกล่วงหน้าว่า

 

ทุกเรื่องเราสามารถคุยกันได้ ถ้าเราใจเย็นพอที่จะรับฟัง

 

 

______________________________________________________________ 

ตอนถัดไป (เดี๋ยวจะอัพลิงค์ให้ถ้าเขียนเสร็จ)

ตอนที่ 3

ช่วงที่ 4 - สภาพสังคมในโรงเรียน

ช่วงที่ 5 - บทสรุปและความคาดหวังในอนาคต

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ผอ. บอกว่า MSคือแกน SSเป็นกิ่ง
ดังนั้นเราจะเขียน SS เพื่อสร้าง MS ไม่ได้ใช่หรือไม่

เพราะว่าเคยคิดว่า การเขียนSS อาจเป็นการหยั่งเชิงก่อนจะเขียนพัฒนาไปเป็น MS
แต่ถ้า ผอ.บอกมาแบบนี้ก็ รับทราบค่ะ ว่า ต้องเขียน MSก่อนแล้วตามด้วย SS

แต่ในความคิดส่วนตัว คิดว่าเรื่องราวสบายๆ ทั่วไปในโรงเรียนหลายๆ SS ก็พัฒนาไปเป็น MSได้
เหตุการณ์จาก SS หลายๆเหตุการณ์ก็พัฒนาเป็น MS ได้ แต่ว่า SS อาจจะเขียนสั้นหน่อยเป็น มุขๆไป จะได้อ่านสบายๆ (เป็นการแสดงความคิดเห็น)

รับทราบทุกข้อมูลที่ ผอ. เขียนค่ะ ขอบคุณสำหรับงานหนักที่ทำอยู่
ก็จะทำให้ดีที่สุดค่ะ

#1 By elites on 2009-03-06 17:41

ต้องเปลี่ยน tag แล้วสินะ

ใส่ cubic school ไปเยอะเลย confused smile

#2 By Milkyway.sk on 2009-03-06 18:12

อ่านแล้วหยุดไม่ได้
ประเด็นสำคัญเลย ที่สำหรับคนใหม่ (อย่างผู้ปกครองครูชา) เจอบ่อย ๆ ก็คือไอลิงค์เสียนี่แหละ ครั้นจะไปงมเอง ก็มะงุมมะงาหรา หาทางไม่ถูก ยังไงก็รบกวนเพื่อน ๆ ช่วยแก้ด้วยนะจ๊ะ

#3 By Lagnadan on 2009-03-06 18:25

#1 จริงๆจะเช็คว่าอันไหนเป็น SS ก็ทำได้โดยการที่ลองเอาเรื่องราวที่เขียนมาเรียงดู ถ้าเรื่องไหนที่ไม่ต้องเอามาเรียงแล้วก็ยังต่อเนื่องไม่ขาดตอน นั่นคือ SS ครับ

#2 ใส่หลายแท็กได้ครับ แต่ ควรมีโรงเรียนลูกบาศก์ด้วย เพราะเท่าที่ดู คนจะเช็คจากตรงนั้นเป็นหลักครับ

#3 ถ้าคนไหนที่ไม่ค่อยอัพบล็อก แนะว่าให้เช็ค archive ในเดือนเมษายน จะเจอเอนทรี่พวกการบ้านอันต้นๆครับ ใช้เป็นข้อมูลได้

#4 By โคค่อน on 2009-03-06 18:46

อ่านจบ ครบความ


และรอเพจต่อไปครับ

สรุปตอนที่สองนี่สำคัญมากจริงๆ
ทั้งกับคนเก่า และ คนใหม่

อ่านกันให้ได้นะครับ ด้วยความหวังดี

อนึ่ง นับถือ ผอ.จริงๆให้ตายครับ เขียนอะไรยังงี้ได้่ยาวๆ โดยไม่ทำให้รู้สึกเหมือนอ่านตำรา confused smile

#5 By Zairen_Bibliophobia on 2009-03-06 20:23

ชอบสำนวนเอนทรี่นี้ของพี่ค่อนจัง ไม่ทางการมากเกินไปแต่ก็ไม่ถึงกับเป็นกันเอง อ่านแล้วรู้สึกว่าไม่ฝืนด้วย

สรุปแล้วก็รับทราบครับbig smile
#1
ส่วนตัวนะครับ
ผมคิดว่า MS กับ SS มีความใกล้เคียงกันจริง
อย่างที่ำี่พี่เอกบอก

ืัทั้งนี้ผมขอกล่าวถึงวิจารณญาณส่วนตัว
ส่วนใหญ่ที่ผมอัพในบล็อกนั้น
มักจะเป็นเรื่องราวระหว่างคีริลกับเพื่อนเสมอ
ถึงแม้จะไม่ได้เล่นกับเพื่อนหลายคนนัก
แต่เชื่อเหลือเกินว่าที่ได้เล่นไปก็ค่อนข้างดิ่งไปลึกพอสมควร
จุดนี้ผมเห็นว่าเป็นปริมาณที่เหมาะสมสำหรับคีริลแล้วครับ

นโยบายในการ code MS ของผมคือ
ท่องไว้ว่า
คุ้มค่าแก่การให้ทุกคนสละเวลามาอ่านหรือไม่

หากเนื้อเรื่องส่วนนั้นผมเห็นว่าเกี่ยวข้องกับพัฒนาการของคีริล
ไม่ใช่เรื่องระหว่างคีริลกับคนนอกโรงเรียน
และเห็นว่าทุกคนน่าจะได้อ่าน
ผมจะไม่ลังเลที่จะ code เป็น MS ครับ

ส่วน SS นั้น
ผมเก็บไว้สำหรับเรื่องที่ เป็นพัฒนาการของคีริล
แต่อาจไม่ได้พูดถึงคนในโรงเรียนคนอื่นมากนัก

อย่างไรก็ตาม ผมค่อนข้างเข้มงวดกับตัวเองในการอัพเนื้อเรื่องนะครับ
(มีบางคนบอกว่าเล่นมากกว่านี้ก็ได้ด้วยอะ ๕๕๕)
ทั้งนี้เพื่อความศักดิ์สิทธิ์ของ coding manual ครับ

ถ้านำ MS ไปใช้กับทุกเรื่องที่อยากประกาศให้คนรู้
จะเป็นการสอนให้คนที่ติดตามบล็อกรู้ว่า
เราไม่ได้มีแก่นสารในการอัพจริง ๆ เลยสักนิด
ในท้ายที่สุด ก็เหมือนเด็กเลี้ยงแกะนั่นเองครับ
ที่เมื่อพออัพอะไรสำคัญจริง ๆ แล้ว
ก็ไม่ใครคิดว่าจะเป็นเรื่องสำคัญ และไม่มีคนติดตามไปในที่สุด
-----------


#3
หากเห็นว่า retrieve ข้อมูลส่วนไหนไม่ได้
โปรดแจ้งเจ้าของข้อมูลส่วนนั้นให้ทราบ
หรือจะติดต่อขอ link จากเจ้าตัวเลยก็เข้าทีครับ
ไม่ใช่หาไม่เจอ แล้วไม่พูดออกไป มันก็เท่านั้น

ข้อมูลจำเป็นต้อง update และ edit อยู่เสมอ
ผมเองเป็นคนหนึ่งที่ review DB บ่อยครั้ง
และบางครั้งก็จำเป็นต้องเปลี่ยนชื่อ entry ดังกล่าวด้วย
ทั้งนี้คงมาตามแก้ให้กับที่โรงเรียนไม่ไหว
แต่คิดว่าจัดทำ pages ไว้เป็นระเบียบเรียบร้อยดีแล้ว

อย่างไรก็ตาม การจะไม่มีจุดบกพร่องเลยสักนิดนั้นเป็นไปไม่ได้
ทุกคนไม่ใช่เครื่องจักรสังหารจัดการข้อมูล
ถ้าพบรอยร้าว รูรั่ว อย่าลังเลที่จะแจ้งให้เจ้าตัวทราบครับ

#7 By Kyril on 2009-03-06 20:29

อ่าา รับทราบค่ะ

กว่าจะอ่านหมดได้ต้องถึกแล้ว
ผอ.ทั้งเขียนทั้งเรียบเรียงนี่ถึกกว่าสินะconfused smile

อ่านแล้วเหมือนจะเข้าใจทั้งหมด เพราะยังไม่รู้ว่าจะถามอะไร
หรืออ่านแล้วงงจนไม่รู้จะถามอะไรดีก็ไม่รู้sad smile
อ่านจบแล้วรู้สึกว่า "ว้าว" เลยค่ะ
ประทับใจผ.อ.มากขึ้น

อ่า...ได้ข้อคิดดีๆไปเรื่องลิงค์ เป็นส่วนที่ไม่ได้คิดมาก่อนเลย กับเรื่องบล็อกของตัวเองด้วย (ชอบไปแก้เอาบ่อยๆ)

ถึงแม้ว่า"เข้าใจ"จากการอ่านและการปฏิบัติจริงมันจะต่างกันแน่ๆ แต่ยังไงซะ ตอนนี้ก็...

รับ ทราบ แล้วค่ะ

big smile

#9 By ปันรัก on 2009-03-06 22:35

เห็นด้วยกับพ่อกิฟท์ค่ะ
ผอ.เขียนอะไรอย่างนี้ยาวๆ
โดยไม่ทำให้รู้สึกเหมือนอ่านตำราได้นี่เก่งจริงๆ

แล้วก็เห็นด้วยกับ #9 ค่ะ การเป็นคนตามกับการเป็นคนทำกิจกรรมจริงๆมันต่างกัน ถ้าไม่เจอด้วยตัวเองอาจจะไม่เข้าใจอย่างแท้จริงก็ได้

...
รับทราบค่ะbig smile

#10 By Rethy's on 2009-03-07 00:27

ตรงส่วนที่บอกว่า MS ที่ผูกประเด็นยาว ปัญหาลงลึก ทำให้คนอื่นไม่กล้าเขียนต่อ

สีฯเสนอว่า ถ้าเรื่องเป็นแนวนี้ ก็ให้คนเขียนพยายามโยงตัวละครอื่นเข้ามาหาเรื่องตัวนะ

เพราะว่าถ้าเรื่องมันลึกอย่างที่บอก คนอื่นไม่กล้าเข้ามาแทรก ก็จะมีแต่เจ้าตัวเองที่รู้ว่าควรดึงตัวละครไหน ทำไม อย่างไร


ถ้าไม่แน่ใจว่าควรจะเขียนอย่างไร
เสนอทางเลือกหนึ่งว่า อาจลองสลับ POV ดู
ไม่ต้องให้ตัวเอกของเราเป็นคนเล่าอย่างเดียว ลองใช้ตัวประกอบ ใช้สายตาคนอื่นในเรื่อง มองตัวเอกของเราบ้าง

จริงๆจุดนี้มันก็ซับซ้อน และคงต้องศึกษาตัวละครคนอื่นมากหน่อย และถ้าคิดว่าเอามาเขียนแ้ล้วการกระทบกับเรื่องตัวละครที่คุณเลือกมา ก็อาจต้องปรึกษากับเจ้าของตัวละครด้วย หรือถ้าไม่สะดวกคุยกันก่อน ก็ต้องพร้อมแก้เมื่อเขาติงมาให้แก้

ข้อเสนอนี้ อาจลำบากหน่อย แต่ก็คิดว่าเป็นทางที่สามารถทำได้นะ

น่าจะแฟร์ทั้งฝ่ายคนเขียน และทางโรงเรียนนะ


คือถ้าอยากจะเขียนประเด็นส่วนตัว เรื่องของตัวเอง ก็ควรจะหาทางใช้ตัวละครที่มีในโรงเรียนให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้


ตัวสีฯเป็นคนเขียน คือเข้าใจดีเลย ว่าเราก็อยากเีขียนในแนวเรื่องที่ชอบ แต่ขณะเดียวกัน ก็ต้องตอบโจทย์โรงเรียนด้วย โดยเฉพาะการมีส่วนร่วมกับผู้อื่น


เราเองก็จะพยายามบาลานซ์ทั้งสองเรื่องนี้ให้ได้มากที่สุดค่ะ


เป็นอีกทางเลือกที่เสนอนะ

ตอนนี้สีฯว่าโรงเรียนมาถึงจุดที่เห็นปัญหา เข้าใจปัญหา แล้วก็คุยกันเพื่อเสนอทางเลือกได้แล้วล่ะนะ


ปล. ด้านบนหลายเรื่อง เข้าตัวมาก 555+ ต่อไปจะพยายามแก้ไขในสิ่งที่พลาดไปแล้วค่ะ
อ๊ะ เดี๋ยวก่อน ผมไม่ได้หมายความว่าจะให้ทุกคนเขียนแต่เรื่องไร้สาระตลกรายวันเท่านั้นนะ

อ่านมาเรื่อยๆแบบซีเรียส เจอประโยคนี้เข้าไปหลุดขำออกมาเลยครับ confused smile

จากย่อหน้าก่อนหน้ากำลังคิดว่าถ้าไม่ผูกเรื่องก็ต้องใช้วิธีปล่อยมุกตลกไปวันๆสิ ..ป๊าดด โดนดักมุกภายใน 3 วินาทีต่อมา sad smile

ฮะๆ
อ่านตอนนี้แล้วเห็นภาพในการนำเสนอเรื่องราวตัวละครให้เป็นแบบแผนชัดขึ้นพอควรเลยครับ ขอบคุณที่สละเวลามาเขียน (อย่างละเอียด) ให้กระจ่างกันนะครับ



รอตอน 3 ต่อไป~
^
^(แอบขำครูโช)
เขาลงกันตั้งแต่วันที่หก เพิ่งได้มาอ่าน sad smile
อา ตอนแรกกำลังคิดหนักเลยว่า ถ้าเข้าได้(แค่ถ้านะ)
จะเดินเรื่องยังไง
ฟิคก็เขียนไม่เป็น การ์ตูนก็วาดยาก
อ่านหัวข้อ 11แล้วรู้สึกค่อยยังชั่ว

ก็นะ การทำอะไรตามใจตัวเองอย่างเดียว มันก็ทำให้คนอื่นลำบากจริงๆนะแหละ
(ยังตรงประเด็นอยู่มั้ยล่ะเนี่ย)

รับทราบแล้วค่ะ
surprised smile

(อนี่ง เห็นด้วยกับ #5)

#13 By now" & wee@cs* on 2009-03-07 14:42

ตอนนี้รู้สึกหนักกว่าตอนแรกแฮะ

เห็นด้วยกับพี่สีฯนะคะ คิดว่าการโยงตัวละครตัวอื่นเข้ามาหาตัวละครของเราจะช่วยได้เยอะทีเดียวในการเดิน MS
เรื่องก็จะเดินได้ไวแล้วก็หลากหลายขึ้น ส่วนข้อผิดพลาดถ้าอ่าน DB มาดีๆก็น่าจะเกิดได้น้อย

เป็นประโยชน์ในการเขียนเรื่องราวให้ตัวละครมากๆค่ะ
ขอบคุณนะคะ

#14 By charoite on 2009-03-08 21:03