ร.ร.ล.บ. 2551/40 สรุปผลโรงเรียน ประจำปี 2551 - ตอนที่ 1
posted on 01 Mar 2009 08:23 by cubicschool in 01-ACTIVITIESกฏเหล็กโรงเรียนลูกบาศก์ ที่ขอมาเน้นอีกรอบให้ชัดๆ
1. ห้าม เอาข้อมูลตัวละคร
ทั้งภาพและบทความ ของที่นี่และบล็อกคนที่เข้าร่วมโครงการทุกคน ไปเผยแพร่
ทำซ้ำ ดัดแปลง โดยไม่ได้รับอนุญาต
(อันนี้เป็นมาตรฐานเรื่องลิขสิทธิ์ที่พึงจะทำอยู่แล้ว)
2. ห้าม โพสทุกสิ่งที่เกี่ยวกับโรงเรียนลูกบาศก์ นอกพื้นที่ EXTEEN โดยเด็ดขาด
โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากไม่ใช่ตัวละครของเราเอง ต้องโพสในพื้นที่ EXTEEN
เท่านั้น (โดยยกเว้นให้สำหรับเ็ว็บต่างประเทศ แต่ควรบอกผม
และต้องมีการเครดิตชื่อโครงการเสมอ) (ทางที่ดีคืออย่าอัพนอก exteen
หากยังไม่ได้ขอ)
3. ห้าม โปรโมทโครงการโรงเรียนลูกบาศก์ นอกพื้นที่ EXTEEN โดยเด็ดขาด อนุญาตให้บอกต่อกันเองเป็นการส่วนตัวเท่านั้น ทั้งนี้เพื่อควบคุมจำนวนคนที่จะมาสมัคร ให้เป็นคนที่สนใจตัวโครงการอย่างแท้จริงเท่านั้น
เอนทรี่สำคัญสำหรับคนที่สนใจจะสมัครปีนี้
ร.ร.ล.บ.2551/37 แนะเบื้องต้นสำหรับคนสอบเข้า
มาคุยกันก่อนเตรียมตัวสอบเข้า (ไม่ใช่เอนทรี่รับสมัคร)
____________________________________________________
คุยก่อนอ่าน
ข้อมูลเหล่านี้อาจจะน่าเบื่อ แต่ผมขอเขียนไว้เพื่อเตือนใจตัวเองในอนาคต
เป็นการสรุปสิ่งที่เกิดขึ้นในโรงเรียนพร้อมบทวิเคราะห์ถึงสาเหตุที่มาต่างๆ
และเราจะได้รู้ว่า ทุกอย่างล้วนมีที่มาที่ไป และผมไม่ได้ปล่อยปละละเลยแม้ว่าจะไม่พูด
อย่างไรก็ตาม ถ้าพบว่าผมตกหล่นตรงไหนก็บอกกันได้นะครับ
สรุปผลโรงเรียน ประจำปี 2551
Outline
ผมขอแบ่งเป็นสองตอนเพื่อให้ไม่ทะลักข้อมูลมากเกินไป(แต่ก็ยังเยอะแหละ) ดังนี้
ตอนที่ 1 (ตอนนี้)
ช่วงที่ 1 - การก่อตั้งโรงเรียน
ช่วงที่ 2 - การขยายตัวของโรงเรียน
ตอนที่ 2
ช่วงที่ 3 - การพัฒนาระบบโรงเรียน
ช่วงที่ 4 - สภาพสังคมในโรงเรียน
ช่วงที่ 5 - บทสรุปและความคาดหวังในอนาคต
______________________________________________________________
ตอนที่ 1
ช่วงที่ 1 - การก่อตั้งโรงเรียน
1. จากจุดเริ่มเล็ก ๆ ของ "ห้องเรียนจำลอง"
เพื่อน ๆ รู้ไหมครับ ว่าก่อนที่จะมาเป็นโรงเรียนที่มีมิติชัดเจนแบบนี้
มันเริ่มมาจากแค่ว่าผมอยากลองหาอะไรทำเพื่อฝึกฝีมือตัวเองในการวาดภาพตัวละครที่หลากหลาย
ใครอยากทบทวนจุดเริ่มของโรงเรียน ดูได้จาก
โปรเจค"ห้องเรียนจำลอง" ที่พวกเราจะมีส่วนร่วมด้วยกันซึ่งตรงนี้ทำให้วันเกิดของโรงเรียนอย่างเป็นทางการคือ 5 เมษายน ครับ
ขอสารภาพเลยว่าในตอนแรกสุดนั้น ผมไม่ได้คาดคิดว่าโรงเรียนนี้จะมีคนเล่นเยอะขนาดนี้
แถมคิดว่าจะมีคนส่งมาถึงสิบคนไหมไม่รู้ ผมถึงกับจะให้แต่ละคนมีการส่งตัวละครมากกว่าหนึ่งคนได้
แต่พอเริ่มเปิดสมัครอย่างไม่มีการโปรโมทอย่างโจ่งแจ้ง
จากที่เริ่มค่อยๆกันมาโดยคนสนิท อยู่ๆก็พรวดกันมาจนผมต้องรีบปิดรับสมัครเบื้องต้น
ตอนแรกคิดว่าจะคุมจำนวนนักเรียนให้อยู่แค่สามสิบคน แล้วจะรับนักเรียนให้เป็นห้อง 4/2
แต่เห็นคนใหม่ก็อยากอยู่ร่วมกับคนเก่า ก็เลยเปลี่ยนจากห้องละ 30 สองห้องเป็นห้องเดียว 48 คน
และัก็ได้มีการใช้ระบบการส่งค่าสมัครเพื่อชะลอการสมัครเป็นครั้งแรก
____________________________________________________________
2. ระบบ"ค่าสมัคร"ครั้งแรก (ตอนรับสมัครนักเรียนรอบสอง)
ชะลอการส่งได้เพียงเล็กน้อย และไม่ได้ช่วยกรองคุณภาพงานเท่าไหร่
ก่อนอื่นต้องบอกว่า โรงเรียนนี้เริ่มจากศูนย์จริง ๆ และมีผมเป็นคนคิดระบบเพียงคนเดียว
ดังนั้นผมก็เลยต้องลองผิดลองถูกในการทดลองระบบต่าง ๆ และอาศัยสิ่งที่เกิดขึ้นมาประมวลผล
สำหรับการใช้ระบบค่าสมัครคราวนั้น ผมทำแบบนี้ เปิดรับสมัครรอบสุดท้าย(ของนักเรียนปี 2551)
ซึ่งให้สร้างสถานการณ์ว่ามีการไปวางของสิ่งหนึ่งที่หน้าโรงเรียนแล้วสังเกตพฤติกรรมเด็ก
เพื่อหวังว่าจะให้คนมาใหม่ได้พยายามศึกษาตัวละครของคนอื่น นอกเหนือจากการสร้างของตัวเอง
และนั่นเป็นจุดเริ่มของแนวคิดหลักของโรงเรียนที่ว่า ก่อนจะให้เขาอ่านของเรา เราต้องอ่านก่อน
แต่สิ่งที่ผิดพลาดขึ้นในคราวนั้นคือ
"เพียงแค่ส่งมาครบก็ผ่านแล้ว"
นั่นทำให้ส่งกันมาเร็วมาก และของบางคนก็เขียนมาแบบเรียบๆ ไม่ค่อยลึกซึ้งเท่าที่ควร
จนไม่รู้ว่าจะมีคนที่ไม่ผ่านเพราะใช้เวลาตั้งใจค้นคว้าข้อมูลหรือไม่
ซึ่งถ้ามีใครเป็นแบบนั้นแล้วอ่านมาถึงตอนนี้ก็ต้องขอโทษด้วยครับ
ส่วนคนเก่าที่รู้สึกว่าผ่านมาแบบที่เขียนไม่ดีนัก ก็อย่าพึ่งคิดว่าผมตำหนินะ
เพราะผมไม่ได้กะให้คนที่มาที่นี่ต้องเก่งอยู่แล้ว คนเรามันพัฒนากันได้
เพียงแค่ต่อไปผมคงต้องพัฒนาระบบที่ทำให้เกิดความยุติธรรมต่อคนที่ตั้งใจมากขึ้นครับ
____________________________________________________________
3. การค้นพบว่า ผมไม่จำเป็นต้องใช้ระบบแต้มสะสมเพื่อให้อยากร่วมกิจกรรม
คิดว่าน้อยคนนักที่จะรู้ว่า ผมได้เตรียมระบบแต้มสะสมสำหรับกิจกรรมโรงเรียนลูกบาศก์แห่งนี้
เพราะผมเองก็ไม่มั่นใจว่าเพื่อนๆจะส่งเรื่องราวการสร้างความสัมพันธ์กับเพื่อนคนอื่นไหม
แต่พอยังไม่ทันที่จะพูดถึงระบบนี้ ก็ได้มีคนส่ง"การบ้าน"ล่วงหน้ากันแล้ว
ทำให้ผมรู้สึกดีมากกับการเอาใจใส่กิจกรรมที่เหนือคาด จนผมได้พับเรื่องแต้มเก็บไปอย่างถาวร
และยึดมั่นแนวทางในการให้ทำตามความสมัครใจ ที่ทำให้งานมีคุณภาพมากกว่า
ดังนั้นหากไม่นับในส่วนของฐานข้อมูล ที่เป็นความรับผิดชอบสูงสุดที่ผมขอไว้
ส่วนอื่น ๆ ที่เหลือขอให้เขียนตามความต้องการ ไม่ต้องฝืนใจเขียนกันนะครับ
เพราะการเขียนเพียงให้ครบ มันก็มีแต่ทำให้คนอื่นเปลืองแรงอ่านมากกว่า
____________________________________________________________
4. บล็อก "โรงเรียนลูกบาศก์"
เมื่อพบว่าโรงเรียนนี้ใหญ่เกินกว่าที่จะมากระจุกอยู่ในบล็อกของผม
ผมจึงได้ตัดสินใจย้ายไปตั้งบล็อกใหม่ขึ้นมา เพื่อไว้รวบรวมข่าวสารส่วนกลางต่อไป
ซึ่งกว่าจะได้เป็นแบบที่เห็นมาตอนนี้ ผมก็ได้คิดนอกรอบมาตลอด
ช่วงนั้นที่ผมก็ฝึกงานอยู่ และไม่ได้นอนที่บ้าน (นอนที่อื่นไม่ใช่ที่ฝึกงานนะ)
ผมเลยอาศัยการที่ไม่ได้เล่นเน็ตมาเตรียมระบบได้โดยไม่เสียสมาธิ จนได้เป็นแบบนี้
ที่จริงแล้วผมเคยจะทำให้โรงเรียนเป็นฐานข้อมูลของนักเรียน รวบรวมลิงค์ของนักเรียนด้วยเลย
แต่พอเริ่มทำแล้วก็รู้สึกว่าเกินกำลังอย่างรุนแรง เรื่องการที่จะวาดภาพเต็มตัวก็ตัดไปได้เลย
ดีที่ระบบบล็อกสามารถให้แต่ละคนดูแล"บ้าน"ของตัวเองได้
ผมเลยให้การรวมลิงค์ข้อมูลเป็นหน้าที่ของแต่ละคนไปเลย ซึ่งเดี๋ยวจะกล่าวละเอียดในช่วงถัดไป
____________________________________________________________
5. ทำไมถึงไม่เป็น"บอร์ด" แต่เป็น"บล็อก"
คำถามนี้เคยมีคนถามผมในช่วงแรกของการตั้งโครงการ (เดือนเมษายน)
แต่เมื่อผ่านมาจนถึงตอนนี้ เพื่อน ๆ คงได้เข้าใจเหตุผลของผมแล้วใช่ไหม
เอาเป็นว่าผมจะมาแจกแจงให้เห็นกันอีกรอบ เผื่อใครไม่สังเกต
มีดังนี้ครับ
5.1 เพราะว่าบล็อกนั้น แต่ละคนสามารถแต่งบ้านตัวเองได้อย่างอิสระ
ในขณะที่ระบบบอร์ดนั้นมีธีมเดียว อย่างมากก็ได้แค่โพสภาพในการเขียนกระทู้
แต่พอเป็นแบบบล็อกนั้น ต่างคนต่างก็สามารถตกแต่งธีมให้เข้ากับแต่ละคนได้อย่างอิสระ
มีอิสระในการดูแลตัวเอง เพิ่ม ลด และแก้ไขข้อมูลได้
ถึงบล็อกโรงเรียนจะจืด แต่ละคนก็ทำบ้านตัวเองได้ตามที่ตัวเองชอบนั่นเอง
5.2 ผมจะได้ลดภาระในการรวมลิงค์ด้วยตัวเอง
หากไม่มีระบบบล็อก คงจะมีปัญหาในเรื่องการจัดหมวดหมู่อย่างมาก
ยิ่งพอตอนนี้มีตัวละครมากถึง 70 คน และกำลังจะมีถึง 100 คนในอนาคต
ถ้าขืนใช้แค่กระทู้ในการแยกแต่ละคนเท่านั้น มึนตายเลย(ในความเห็นผม)
พอเป็นแบบบล็อกที่แถมมีระบบ page ให้ด้วย เลยทำให้เพื่อนๆช่วยรวมลิงค์กันเองได้
หรือถึงจะไม่รวมลิงค์ การที่เป็นแต่ละบล็อกมันก็ง่ายต่อการไปคุ้ยย้อนหลังอยู่แล้ว
(แค่ถ้าให้ดี การรวมเอนทรี่ซึ่งสำคัญต่อการจดจำ ก็มีประโยชน์ทั้งต่อโรงเรียนและตัวเอง)
5.3 บล็อกเปรียบเสมือนบ้าน ใครดูแลบ้านดีก็ดีต่อตัวเอง
ถ้าเป็นระบบบอร์ด ปลาตายตัวเดียวก็เน่าทั้งบอร์ดได้ (อย่างที่เป็นกัน)
แต่พอมาเป็นระบบบล็อก ซึ่งแต่ละคนก็มีพื้นที่ของตัวเองในการดูแล
มันก็คือการดูแล"ชื่อ"ของตัวเองไปในตัวนั่นแหละครับ
ยิ่งใครที่มีชีวิตอยู่ในโลกแห่งอินเตอร์เน็ตมานาน ก็คงไม่ทำอะไรเละเทะในบ้านตัวเอง
หรือถ้าจะมีคนที่มีปัญหาจริงๆ เราก็แค่ตัดขาดไปก็จบได้แล้ว (โชคดีที่ยังไม่มีกรณีนั้น)
นอกจากนี้ แม้ว่ายังไงสุดท้ายแล้วก็เป็นภาพรวมของโรงเรียน
แต่ความรักในบ้านเกิดน่าจะช่วยให้มีกำลังใจในการผลิตงานดี ๆ เพื่อบ้านของตัวเองด้วยครับ
5.4 ผมเชื่อใจสังคมของ exteen
ข้อนี้สำคัญมากครับ ผมตั้งโรงเรียนนี้มาได้จนถึงบัดนี้ เพราะมี exteen นี่แหละ
เพราะเป็นสังคมที่เอื้อต่อการคุยกันในวงกว้างขวางมากกว่าระบบเพื่อนลูกโซ่แบบบล็อกอื่น
และในช่วงนั้น จะเห็นว่าคุณภาพในภาพรวมของคนใน exteen ถือว่าสูงมากในความเห็นผม
ดังนั้นผมเลยคิดว่าผมขอเริ่มจากตรงนี้ กับคนที่ exteen และคนรู้จักของผม
ในการสร้างสังคมที่มีความแข็งแกร่งและสันติสุขจากภายใน ซึ่งหาได้ยากแล้วในตอนนี้
5.5 This is my place ที่นี่คือที่ของผม
ถ้าเป็นระบบบอร์ด ผมจะไม่รู้สึกว่าโครงการเป็นของผมอย่างชัดเจน
เพราะน้ำหนักความต่างจะมีแค่ admin กับ member
แต่ที่นี่มันก็เกือบเป็นเว็บกลาย ๆ แล้ว โดยที่ไม่ต้องทำเว็บเอง (ขอบคุณพี่แชมป์งาม ๆ อีกรอบ)
มันสร้างความรู้สึกหนักแน่นในการจัดการสิ่งต่าง ๆ ในโรงเรียนได้ดีกว่าในความเห็นของผม
ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะผมตั้งโรงเรียนนี้ด้วยปณิธานในการสร้างสังคมใหม่ตามแนวคิดผม
มันคือของผม ไม่ใช่ของใคร และจะไม่ให้ใครมาทำลายด้วย!
5.6 บล็อก exteen มีความมั่นคงทางข้อมูลกว่าระบบบอร์ดหลายเท่า
ผมเคยทำโครงการรวบรวมข้อมูลบางอย่างแบบอัพลิงค์ ในบอร์ดแห่งหนึ่งที่ไม่ขอเอ่ยนาม
และผมก็ไม่คิดจะทำอีกเลย หลังจากที่มีเหตุการณ์ข้อมูลในบอร์ดถูกล้างทิ้งโดยไม่มีการแจ้งเตือน
ไม่ใช่แค่ครั้งเดียว แต่มันถี่เหมือนเป็นฤดูกาล ล้างทิ้งทุกหนึ่งถึงสองปี
แล้วจะให้ผมฝากอนาคตกับที่แบบนั้นหรืออย่างไร
ถ้าเป็นฟรีบอร์ดแล้วยิ่งแล้วใหญ่ เพราะคงเหลือแต่แสปมโฆษณามากกว่า
ในขณะที่ exteen มีการสำรองข้อมูลอยู่เป็นช่วง ๆ
ซึ่งพิสูจน์ได้แล้วจากตอนวิกฤติ exteen ครั้งหนึ่ง
ที่สุดท้ายแล้วข้อมูลหายไปแค่หนึ่งสัปดาห์เท่านั้น
จึงเป็นพื้นที่ซึ่งผมเชื่อใจมากที่สุดแล้วครับในตอนนี้
5.7 การอยู่ร่วมกับบล็อกอื่นในหมู่บ้าน exteen ทำให้ได้คนที่หลากหลายอาชีพและแนวคิด
สิ่งที่ผมตั้งใจตั้งแต่แรกในการตั้งโรงเรียนนี้นั่นคือ
ผมอยากได้เห็นความคิดของคนอื่นที่นอกเหนือจากวงการการ์ตูน
เพราะคิดว่ามันจะช่วยเติมเต็มในเรื่องความหลากหลายทางความคิด
และพัฒนาคุณภาพในการ"เขียนเรื่อง"
ซึ่งส่วนตัวแล้วผมคิดว่าการ์ตูนน่าจะไปได้ไกลมากกว่านี้
ถ้ามีการทำงานร่วมกันในหลายสายอาชีพ และความคิดที่ไม่ติดความเป็นการ์ตูน
แม้ว่าสุดท้ายแล้วคนส่วนใหญ่ก็คงไม่พ้นการ์ตูน
แต่มันก็ดีกว่าการจำกัดตัวเองด้วยการเป็นบอร์ดการ์ตูนนั่นเอง
ด้วยเหตุผลทั้งหมดที่กล่าวมา (ซึ่งอาจมีอีกแต่นึกไม่ออก)
ทำให้ผมมั่นใจว่าผมคิดถูกแล้วครับ
____________________________________________________________
6. ทำไมถึงไม่เป็น "เว็บ" ไปเลย
เป็นคำถามที่มาพร้อม ๆ กับข้อที่ 5 และผมก็สามารถตอบได้ในทันที ดังนี้
6.1 ผมทำเว็บไม่เป็น และไม่อยากให้ใครทำให้
การถ่ายทอดข่าวสารที่เกินหนึ่งทอด จะทำให้เกิดความผิดพลาดได้
ดังนั้นผมคิดว่าในช่วงแรกนั้นข้อมูลต่าง ๆ ควรออกจากผมโดยตรง
ในเมื่อตอนนี้ผมทำเว็บไม่เป็น แทนที่จะเสียเวลาไปเรียนรู้ก่อน มาทำแบบสำเร็จรูปยังดีกว่า
แล้วที่สำคัญคือ ถ้ามีคนทำเว็บให้ คนทำเว็บก็จะกลายเป็นคนนำอีกคนหนึ่งของโครงการ
ซึ่งมันคงไม่ดีในระยะยาวแน่ ๆ เพราะไม่มีอิสระในการปกครอง (ผมนี่เผด็จการเนอะ)
6.2 ระบบของ Exteen มันก็ดีและเข้าใจง่ายอยู่แล้ว
อีกอย่างหนึ่งก็คือผมชอบระบบ EMS ของที่นี่ด้วยแหละนะ
ถึงแม้ว่ามันจะมีข้อจำกัดในเรื่องจำนวนตัวอักษรก็เถอะ แต่มันก็ยังประยุกต์ใช้ได้เยอะ
อย่างเช่นเรื่องการส่งข้อความส่วนตัว การโหวตที่ไม่ต้องการเปิดเผยชื่อ
รวมทั้งการขอความคิดเห็นในรูปแบบการสอบถามเป็นการส่วนตัว ที่มีสิทธิพิเศษเป็นการตอบแทน
จึงต้องมีระบบนี้เพื่อที่ว่าคนที่ไม่สังเกตดี ๆ จะได้ไม่รู้เลยยังไงล่ะครับ
เพราะขืนให้มีคอมเม้นต์ในเอนทรี่มันก็รู้กันหมดพอดี
สิ่งเหล่่านี้ถ้าผมต้องมาคิดระบบด้วยตัวเองแล้วมีความผิดพลาดขึ้นมาก็คงจะแย่
6.3 การทำเว็บเองมีความเสี่ยง
เหตุผลคล้าย ๆ กับที่มีในข้อ 5 ผมคิดว่าอยู่ภายใต้ exteen มีความเสี่ยงน้อยกว่า
เค้าอุตส่าห์มีให้ทั้งพื้นที่ ทั้งหลักประกันความมั่นคงแล้ว ไม่ต้องลุ้นว่าโฮสต์จะหมดอายุตอนไหน
ผมจะได้ทุ่มเทกับการดูแลโรงเรียนโดยการไม่ต้องพะวงหลังนั่นเอง
6.4 บล็อกมีเครือข่ายสังคมมากกว่า
เหตุผลคล้าย ๆ ในบอร์ด ถ้าเราอยู่แต่ในเว็บ สักวันก็จะตันเพราะอยู่กันแค่นี้
แถมเราก็ไม่รู้ว่าคนนอกที่จะมาเว็บจะเป็นคนแบบไหน อาจจะมีแต่กร๊วกฮอร์โมนมากกว่า
____________________________________________________________
____________________________________________________________
ช่วงที่ 2 - การขยายตัวของโรงเรียน
7. การเพิ่ม "บุคลากรพิเศษ"
หลายคนอาจแปลกใจว่าทำไมโรงเรียนนี้ไม่มีครูก่อน
การที่ผมได้เริ่มรับสมัครบุคลากรพิเศษ ซึ่งเป็นตัวละครอื่น ๆ ในโรงเรียนก่อนครู
เพราะว่าครูนั้นเป็นตัวละครที่มีเงื่อนไขหลายอย่างที่สำคัญ
ผมเลยอยากจะซ้อมการรับสมัครบุคลากรอื่นก่อน เพื่อเป็นแนวทางในการรับสมัครครู
โดยได้ทดลองเป็นสี่ช่วง ดังนี้
7.1 รับสมัครยาม
วิธี - เป็นรูปแบบการประกวดคิดตัวละครและเขียนเรื่องราววีรกรรมในโรงเรียน
จำนวนคนที่สมัคร - 3 คน
ผล - ได้ยามยอดมา และได้บุคลากรอีกสองคนเป็น พี่รอน(ช่างเครื่อง) กับพี่กล้า(ถ่ายเอกสาร)
ข้อคิดที่ได้
- การทำเงื่อนไขยาก ๆ ทำให้กรองคนที่จะเข้าได้ดีระดับหนึ่ง
- คนส่วนใหญ่คงรอที่จะเป็นนักเรียนมากกว่ามาสมัครแบบนี้ ซึ่งก็ดี
7.2 รับสมัครฝ่ายอาหาร
วิธี - เป็นรูปแบบการประกวดคิดตัวละครและเขียนเรื่องราวเทศกาลอาหาร และเมนูอาหาร
จำนวนคนที่สมัคร - 0 คน (และมีมาสมัครช่วงหลัง 1 คน)
ผล - แม้ว่าคนที่ส่งมาจะข้อมูลดีมาก แต่การที่ข้อมูลไม่ครบ ก็เลยอดได้อย่างน่าเสียดาย(แต่ไม่ง้อ)
ข้อคิดที่ได้
- ยากไปคนก็ไม่ส่งมา (แต่ก็ดีตรงที่กรองคนที่พร้อมจริง ๆ )
7.3 รับสมัครฝ่ายสุขภาพ
วิธี - เป็นรูปแบบการประกวดคิดตัวละครและเขียนเรื่องราวการตรวจสุขภาพในโรงเรียน
จำนวนคนที่สมัคร - สองคน (สมัครหมอทั้งคู่)
ผล - ได้หมอโชค (ที่เป็นครูสุขศึกษาและหมอห้องพยาบาล) และหมอกั๊ซ (หมอห้องพยาบาล)
ข้อคิดที่ได้
- ถ้าคนที่ส่งมาเค้าพร้อมที่จะเล่นจริง ๆ รับเกินจากความตั้งใจหน่อยก็ไม่เป็นไรมั้ง
แล้วสุดท้ายก็จะได้เผื่อไว้ว่ามีหมอที่มีบทบาทต่อเนื่องไว้อย่างน้อยหนึ่งคน
7.4 รับสมัครอิสระเพิ่มเติม
วิธี - เปิดให้เสนอตัวเองว่าอยากเป็นอะไร และผมจะคิดโจทย์ให้
จำนวนคนที่สมัคร - 1 คน
ผล - ได้ช่างกล้องเป็นพี่พุด
ข้อคิดที่ได้
- การให้คนมาเสนอหัวข้อเอง น่าจะได้ตามความต้องการของคนทำมากกว่า
- ตัวเองไม่ต้องเสียเวลามาคิดว่าจะให้ประกวดอะไรอีกแล้ว
ที่จริงแล้วมีความคิดว่าจะรับบุคลากรพิเศษเพิ่มอีก
แต่ขอคิดดูก่อน เพราะอยากให้คนทีมาสมัครนั้นอยากเป็นและพร้อมกับสิ่งที่เลือก
มากกว่าการแค่อยากมาเล่นเป็นส่วนหนึ่งของโรงเรียนเท่านั้น
____________________________________________________________
8. การรับสมัคร"คุณครู"
เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มาก และส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงสำคัญของโรงเรียน
ดังนั้นเนื้อหาในส่วนนี้จะยาวมากอยู่ เพื่อประโยชน์ของท่านขอให้อ่านอย่างมีสตินะครับ
8.1 การตัดสินใจรับสมัครครู
เมื่อโรงเรียนเริ่มมีความอยู่ตัว และเริ่มเงียบเพราะ ผปค. เริ่มติดภาระเรียน
ผมเลยมีความคิดว่า ถ้ารับสมัครครูในช่วงนี้ จะได้เป็นการต่อเชื้อเพลิงให้มีอะไรอ่านตลอดเวลา
(ในตอนนั้นยังไม่รู้ว่าจะทำให้เกิดปัญหาอ่านอ้วกเป็นครั้งแรกของโรงเรียน)
8.2 รูปแบบการรับสมัครครู
จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ทำให้ผมสามารถพัฒนาระบบการสมัครเป็นแบบใหม่
โดยจะไม่เป็นรูปแบบการประกวด แต่จะเป็นระบบการ"จอง"แทน
ซึ่งทำให้แต่ละคนสามารถเลือกวิชาได้ตั้งแต่แรก และเขียนได้โดยไม่ต้องพะวงหลัง
ในขณะเดียวกันก็มีการกำหนดเวลาในการจอง เพื่อไม่ให้จองทิ้งไว้นั่นเอง
8.3 ผลของการรับสมัครครู
ผลที่ได้นั้นดีกว่าที่คิด เพราะครูแต่ละคนมีความตั้งใจอย่างเต็มที่
มีสปิริตที่เหมือนอัดอั้นมานานในช่วงที่ยังไม่เปิดรับสมัคร (อันนี้เดา)
เพราะได้ออกมาเป็นครูที่เปี่ยมไปด้วยเอกลักษณ์ และข้อมูลโอเคเป็นส่วนใหญ่
อย่างน้อยก็มีความรู้เกี่ยวกับสิ่งที่สอนในขั้นพื้นฐาน และรู้ว่าจะสอนในรูปแบบใด
(แค่ยังมีหลายคนที่ยังไม่เริ่มสอน)
8.4 ปัญหาที่เกิดขึ้นในเบื้องต้น
- การที่มีการจองแล้วเงียบหายไป แต่เราก็ได้ตัดชื่อไปเรียบร้อย
- ครูบางคนยังต้องมาแก้ไขข้อมูลภายหลัง แต่อันนี้ไม่เป็นไรเพราะครูยังน้อย ผมทุ่มเทได้
- บางคนส่งตัวละครมาแล้วเงียบหายไปเลย ทำให้ตัวละครขาดการต่อยอด (เดี๋ยวพูดละเอียดในหมวดหลัง)
8.5 ความตั้งใจที่น่ายกย่อง
- การที่ครูส่วนใหญ่ สามารถทำข้อมูลการบ้าน 2 ความรู้สึกต่อนักเรียนได้ครบเร็วมาก
ทำให้ผมประทับใจถึงความตั้งใจที่จะมาเล่นโรงเรียนนี้อย่างจริงจัง
และหลายคนทำได้ดีเกินมาตรฐานที่ผมคาดหวังมาก (จนกลายเป็นทำให้ ร.ร.มาตรฐานสูงตามไปด้วย)
สำหรับเรื่องอื่น ๆ ที่ความจริงแล้วคาบเกี่ยวทั้งครูและนักเรียน ผมจะพูดในหัวข้อถัดไปครับ
____________________________________________________________
9. OVERLOAD !
ใครที่อยู่โรงเรียนนี้มาตลอด คงได้รู้ซึ้งถึงสิ่งนี้ได้ดีมาก
ผมจะขอมาพูดกันอีกรอบ ในโอกาสที่เหมาะสมกับการจะมาสรุปภาพรวมที่เกิดขึ้น ดังนี้
9.1 OVERLOAD คืออะไร
มันคือการทะลักของข้อมูลที่เกินกำลังความอดทนในการอ่านของคนทั่วไป
OVERLOAD เกิดจากใคร
ถ้าพูดอย่างไม่เกรงใจ ก็สามารถบอกได้เลยว่า เพราะ"ครู"ครับ
ทำไมล่ะ ที่จริงมันไม่ใช่ความผิดที่เกิดจากความตั้งใจหรอก แต่มันเกิดได้เพราะดังนี้
- ครูเป็นผู้ใหญ่ ผ่านโลกมาเยอะ เลยมีเรื่องราวที่มีเยอะกว่า
อันนี้ต้องยอมรับครับ เพราะมิติของตัวละครมันก็จำเป็นต้องรู้อดีตมาก แต่ไม่ควรจะเป็นเพราะ...
- การใส่ตัวละครนอกและเรื่องราวส่วนตัวกันแบบล้นหลาม
หลังจากที่ครูทำข้อมูลหลักเสร็จแล้ว ก็เริ่มมีการถ่าโถมเรื่องราวส่วนตัวกันอย่างเต็มสตรีม
ทั้งข้อมูลครอบครัว ครอบครัวเพื่อนฝูง อดีตที่แสนหวานและขมขื่น และอีกมากมาย
ความเยอะมันอาจจะไม่ใช่ประเด็นเท่าการที่ ... "มันเป็นเรื่องนอกโรงเรียน"
ซึ่งความเยอะแบบนี้ ทำให้คนเริ่ม"ขี้เกียจ"อ่านขึ้นมา
เพราะในเมื่อมันไม่มีนักเรียนเข้าไปอยู่ในเรื่อง แล้วความผูกพันเบื้องต้นจะเกิดขึ้นได้อย่างไร
เพิ่มเติม - ที่จริงแล้วทางนักเรียนเองก็ยังกล่าวถึงครูน้อยด้วย
ดังนั้นจึงน่าจะเป็นการดีมากกว่าถ้าทั้งสองฝ่ายจะเริ่มจูงเรื่องเข้าหากัน
ซึ่งการที่เขียนนอกขอบข่ายโรงเรียนมากไปก็จะทำให้เกิดอาการไม่ผูกพันขึ้นได้
ในจุดนี้ทำให้ผมจำเป็นจะต้องคุยกับเด็กใหม่ในอนาคตอย่างชัดเจน
รวมทั้งผมอยากถามคนที่สนใจอยากสมัครเป็นนักเรียนใหม่เป็นการส่วนตัวด้วยว่า
คุณมีความเห็นในเรื่องของ OVERLOAD อย่างไร
และคุณจะทำอย่างไรเพื่อให้คุณไม่เป็นหนึ่งในสาเหตุนั้น
แต่สำหรับในตอนนั้นผมเลยต้องรีบหาวิธียับยั้งในรูปแบบต่าง ๆ อย่างเร่งด่วนไปแล้ว ดังนี้
9.2 แนวทางการแก้ปัญหา OVERLOAD
9.2.1 เตือนด้วยรูปแบบของการแนะนำ
เป็นการแก้ปัญหาเบื้องต้นแบบเนียน ๆ ด้วยการเขียนเอนทรี่พูดคุยที่สอดแทรกเรื่องนี้
ทั้งนี้เพราะเป็นห่วงว่ากลัวจะไม่มีใครอ่านมากกว่าจะตำหนิใคร
ผลของการเตือนถือว่าสำเร็จ เพราะพอคุยเปิดใจกันดี ๆ แล้ว ก็พบว่าข้อมูลนอกเรื่องน้อยลง
เพียงแต่ว่ามันก็ยังก็ยังเยอะอยู่ดี ทั้งจากนักเรียนและครู เลยต้องหาวิธีถัดไป
9.2.2 เกิดคำว่า OC (Outside Character) ขึ้น
(เดี๋ยวจะอยู่ในข้อ 9.3 ครับ)
9.2.3 การพัฒนาจนเกิดระบบข้อมูลแบบใหม่ ขึ้นมา
ต้องขอบคุณปัญหา OVERLOAD ที่ทำให้เกิดการพัฒนาการจัดหมวดหมู่ข้อมูลแบบล้างบางขึ้น
ทำให้มีความชัดเจนในการแบ่งชั้นความสำคัญของข้อมูล และทำให้เลือกอ่านได้
ทั้งนี้ เดี๋ยวจะไปพูดอย่างละเอียดในส่วนของ ช่วงที่ 3 - การพัฒนาระบบโรงเรียน ต่อไป
9.2.4 การแยก MS SS IS
เป็นการแยกชั้นความสำคัญในการเลือกอ่าน ซึ่งต่อเนื่องจาก 9.2.3
แต่ยังมีปัญหาตรงที่ว่าบางคนเอา MS ไปใช้กับเรื่องนอกโรงเรียนมากกว่า ซึ่งมันก็ไม่ได้น่าอ่านอยู่ดี
9.2.5 การให้สรุปท้ายเรื่อง
ปัจจุบันเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการแก้ปัญหา OVERLOAD ในเบื้องต้น
เพราะว่าเหลือแค่อ่านสรุปสั้นๆ ก็เข้าใจการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญได้
โดยไม่ต้องอ่านทั้งเรื่องที่อาจยาวถึง 10 หน้า
ที่จริงแล้วเป็นสิ่งที่สายฟิคมีทำเป็นบางคนตั้งแต่แรกแล้ว
แต่ตอนนี้ก็คงต้องประกาศเป็นวาระแห่งโรงเรียน ที่ทุกคนควรทำ
(นอกจากเรื่องตอนนั้นจะสั้นอยู่แล้ว)
9.2.6 การรวบยอดสรุปใน DB 2
เป็นการแก้ไขปัญหา OVERLOAD ที่มีประสิทธิภาพที่สุดในระยะยาว
เพราะสามารถทำให้คนที่มาตามทีหลัง รู้เรื่องราวทั้งเทอมได้ในเอนทรี่เดียว
ทั้งนี้ก็อยู่ที่ความรับผิดชอบของคนทำแล้วล่ะ ว่าจะทำมาให้อ่านไหม
ในรายละเอียดของระบบฐานข้อมูลเราจะพูดอันอีกทีในหัวข้อที่เกี่ยวข้องครับ
9.3 ระบบ OC (Outside Character) กับการแก้ปัญหา OVERLOAD
การประกาศให้มีการส่งข้อมูลตัวละครนอกมา และแลกเปลี่ยนด้วยการที่ผมจะวาดภาพให้หากมีเวลา
วันนี้ผมจะมาบอกในที่สาธารณะล่ะ ว่าเหตุผลแฝงที่แท้จริงของการมี OC นั่นก็คือ
- แยกให้ชัดไปเลยว่าใครคือคนใน ใครคือคนนอก จะได้รู้ลำดับความสำคัญในการใช้
- การบอกให้ส่งมาทีละคน ทำให้มีการจำกัดจำนวนในความรู้สึก
และให้รู้ว่าใครสำคัญจนอยากให้คนอื่นจำก่อน จะได้ไม่ส่งมาพร่ำเพรื่อ
ผลของการตั้ง OC ทำให้มีความชัดเจนขึ้น
*** ผลเสียที่ไม่ทันคาดคิด
- ทำให้คนที่เดิมก็ไม่ได้มี OC ในเรื่องของตัวเอง ก็พยายามคิดเพิ่มขึ้นมาอีก
แต่ก็ช่วยไม่ได้ เพราะก็เป็นความยุติธรรมที่ว่าถ้าใครมีแล้ว คนอื่นจะมีบ้างก็ไม่แปลก
อย่างไรก็ตาม ผมก็ได้เตือนเท่าที่เตือนได้ว่า ถ้าไม่มีก็อย่าฝืน เพราะถ้ามีไปแบบไม่จำเป็น มันก็สิ้นเปลือง
***การพัฒนาเรื่อง OC ในอนาคต
จากการที่เราผ่านเรื่องราวมาหนึ่งปีแล้ว ผมคิดว่าหลายคนอาจจะอยากเปลี่ยน OC ที่ลงทะเบียนไว้ก็ได้
ผมเลยคิดว่าเดี๋ยวจะรื้อใหม่ทั้งหมด แล้วให้ลองส่งใหม่กันมา โดยจะซ้ำหรือไม่ซ้ำกับของเดิมก็ได้
ทั้งนี้เพื่อเป็นการเช็คว่าไม่ใช่ส่งแล้วหายเงียบไปนั่นเอง
และจะเพิ่มเงื่อนไขการส่ง OC อีกอันคือ ต้องมีการสรุปเรื่องราว 2.2 ก่อน
เพื่อที่จะได้รู้ตัวเองก่อนว่าควรจะส่งใครเข้ามาครับ
เพราะการส่งตัวละครที่มีบทบาทแค่ส่วนสั้นๆของชีวิตนอกโรงเรียน ส่งไปคนอื่นก็ไม่รู้จะใช้ยังไง
สิ่งที่ผมจะบอกในตอนประักาศเรื่อง OC ใหม่นั้นคือ
OC มีไว้สำหรับตัวละครนอกที่ ACTIVE ต่อตัวละครอื่นในโรงเรียนเท่านั้น
จะได้เป็นข้อมูล OC ที่คุ้มค่าแก่การจดจำและนำไปใช้ครับ
(เพราะตัวละครที่ตายไปแล้ว รู้ไปก็เอามาใช้ไม่ได้ เสียโอกาสเปล่า ๆ)
9.4 บทสรุปเรื่อง OVERLOAD
ผมรู้ดีว่าเรื่องแบบนี้มันไม่มีทางที่จะห้ามกันได้
แต่เราสามารถช่วยกันได้ด้วยการสรุปข้อมูลให้เป็นทางเลือกสำหรับคนที่มีเวลาอ่านน้อย
และพยายามเน้นการเขียนเรื่องที่อยู่ในโรงเรียนเป็นหลัก
โดยเรื่องนอกโรงเรียนขอให้เป็นส่วนน้อยและสรุปแต่พองามเท่านั้น
อย่าลืมว่า การที่จะเข้ามาร่วมกิจกรรมโรงเรียนลูกบาศก์นั้น ยังมีคนที่พลาดโอกาสอยู่มาก
ดังนั้นใครที่โชคดีได้อยู่แล้ว ก็ขอให้ใช้โอกาสนั้นให้คุ้มค่าเถอะ
อย่าให้เป็นที่ครหาว่า "คุณใช้พื้นที่โรงเรียนลูกบาศก์มาสร้างโลกส่วนตัว" เลยครับ
____________________________________________________________
บทส่งท้ายสำหรับตอนที่ 1
หากอ่านมาถึงตรงนี้แล้ว ขอขอบคุณที่มีความใส่ใจในการศึกษาสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
และขอให้อย่าคิดว่าผมจะตำหนิในเรื่องปัญหาที่เกิดขึ้นแล้วจะโกรธเกลียดใครไปเลย
ปัญหามันเป็นสิ่งที่ต้องเกิดขึ้นเสมออยู่แล้ว สิ่งที่สำคัญมากกว่าคือเราจะแก้ปัญหาอย่างไร
และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ คนร่วมกิจกรรมจะให้ความร่วมมือแค่ไหนครับ
สำหรับในตอนที่ 2 ซึ่งเป็นช่วงสุดท้ายนั้น จะเน้นในเรื่องของสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างละเอียด
และเราจะมาดูกันว่ามันเกิดอะไร แล้วเราจะทำอะไรได้บ้างในอนาคต
ส่วนในตอนนี้ การได้อ่านช่วงที่ 1 และช่วงที่ 2 น่าจะได้เห็นภาพรวมของสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว
สิ่งใดที่ผมได้วิจารณ์ไปแล้ว ก็ขอให้เข้าใจและระวังต่อไปในอนาคตครับ
ตอนถัดไป (เดี๋ยวจะอัพลิงค์ให้ถ้าเขียนเสร็จ)
ตอนที่ 2
ช่วงที่ 3 - การพัฒนาระบบโรงเรียน
ช่วงที่ 4 - สภาพสังคมในโรงเรียน
ช่วงที่ 5 - บทสรุปและความคาดหวังในอนาคต


รู้สึกหนึ่งปีนี่เกิดอะไรกับโรงเรียนมากมายเลย
กำลังอ่านมันส์พี่ค่อน
ขอตอนถัดไป
(มันไม่เห็นใจคนพิมพ์เล้ยย)
#1 By SEsai*im อิ่มๆ on 2009-03-01 11:51